วันที่ 28 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาญัตติของ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางซื่อ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครประสานงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาการจอดรถในพื้นที่ห้ามจอด

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ซอยวงศ์สว่าง 11 เป็นซอยขนาดใหญ่ที่สามารถทะลุไปยังซอยวัดกำแพง และยังเป็นทางเข้าออกของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เชื่อว่าหลายพื้นที่ที่ใกล้มหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครฯ มีสภาพที่ไม่แตกต่างกัน คือมีหอพัก ร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานบันเทิง ด้านดีคือทำให้การค้าเจริญเติบโตคึกคัก แต่อีกด้านก็ทำให้วิถีชีวิตของผู้อาศัยเปลี่ยนแปลงไป ในซอยดังกล่าวมีผู้อาศัยสัญจรมากจนทำให้เกิดปัญหา เช่น เสียงดังจากสถานบันเทิงในยามวิกาล การขโมยหมวกกันน็อก แม้กระทั่งขโมยรถมอเตอร์ไซต์ทั้งคัน แต่ที่หนักที่สุดคือความหวาดกลัวจากการถูกข่มขู่ด้วยอาวุธ มีหลายเหตุการณ์ที่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าว ตนได้ส่งเรื่องไปยังตำรวจ แต่ก็ได้รับคำชี้แจงว่า มีการดูแลประจำอยู่ทุกคืน
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาการจอดรถกีดขวางถนนที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัยในซอย เดิมจากถนนสองเลนที่สวนกันได้ บางช่วงกลายเป็นคอขวดที่ทำให้รถติดทั้งซอย อีกทั้งยังมีรถจอดกีดขวางทางสาธารณะ จอดคอสะพาน และสะพานข้ามคลอง ทั้งหมดเป็นที่ห้ามจอดและผิดกฎหมาย แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปล่อยผ่าน ตนได้คุยกับนักศึกษาในซอย พบว่าเมื่อหักลบกับราคาที่จอดรถ การไปจอดผิดกฎหมายแล้วลุ้นใบสั่งต่อเดือนราคาถูกกว่า
น.ส.ภัทราภรณ์ เปิดเผยว่า ได้พยายามแก้ไขเรื่องดังกล่าวมาหลายปีแล้ว โดยการพูดคุยประสานงานอย่างมีมารยาท มีอารยธรรม แต่ทุกครั้งก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งทางผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและประชาชนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับประสิทธิภาพในการทำงานของผู้บังคับใช้กฎหมาย ตนพยายามอย่างเต็มที่ในการจะให้ตำรวจทำงานของตัวเอง แต่ในเมื่อไม่ทำจึงอยากฝากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครช่วยประสานงาน
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาการจราจรในซอยวงศ์สว่าง 11 โดยมหาวิทยาลัยได้เปิดรับสมัครนักศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 2,000 คน แต่ทางมหาวิทยาลัยเองไม่สามารถรับมือกับนักศึกษาจำนวนมหาศาลนี้ได้ทัน ปล่อยให้ชุมชนรอบข้างรับกรรมกันไป ตนเคยหารือกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเพื่อขอข้อมูลที่จอดรถภายในมหาวิทยาลัยซึ่งได้รับการรับปากอย่างดี สุดท้ายก็ไม่มีการส่งอะไรมา กทม. ต้องเปลี่ยนทัศนคติกับการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ได้แล้ว จะพึ่งพากันแค่งานวิจัยเทคโนโลยีไม่พอ เราต้องเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมต่อชุมชนรอบข้างที่อาศัยอยู่ด้วย
น.ส.ภัทราภรณ์ ชี้ว่า ปัญหาการแก้ที่จอดรถ และการใช้รถมอเตอร์ไซค์ ทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรถบัสไฟฟ้าที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ หรือการเปลี่ยนให้นักศึกษามาใช้จักรยานแทน ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ใช้มานานแล้ว จึงมองว่าปัญหานี้สามารถแก้ได้ จึงขอเรียกร้องไปยังผู้บริหาร กทม. ให้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นตอไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้เร็วที่สุดเพื่อนำความปกติความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนชาวบางซื่อกลับมา
ด้าน รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จะขอรับเรื่องไปประสานงานทั้งหน่วยงานตำรวจและทางมหาวิทยาลัยต่อไป


