วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 11.30 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 4) ซึ่งมี นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติของ นายนภาพล จีระกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางกอกน้อย เรื่อง ‘ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน’

นายนภาพล กล่าวว่า จากสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีน้ำแข็งทางขั้วโลกเหนือละลาย ทำให้จำนวนน้ำทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งและทะเลหนุน หากเราไม่รีบดำเนินการป้องกันอย่างทันท่วงทีอีก 20-25 ปี น้ำจะท่วมกรุงเทพมหานครในพื้นที่ที่ติดทะเลคือเขตบางขุนเทียนก่อน
นายนภาพล กล่าวต่อไปว่า ในเขตบางขุนเทียนมีโครงการ ‘ป้องกันและแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน และศูนย์สำรวจและเฝ้าระวังชายฝั่ง’ ที่สำนักการระบายน้ำได้ของบประมาณมาประมาณ 1,700 ล้านบาท โดยจะของบอุดหนุนรัฐบาล 70 เปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ซึ่งหากดำเนินโครงการต่อทางกรุงเทพมหานครต้องออกงบประมาณเองทั้งหมด
แต่สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกต คือ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ทำไว้เมื่อปี 2562 ต้องดำเนินการก่อสร้างภายใน 5 ปี มิเช่นนั้น EIA จะหมดอายุโดยสิ้นสุดวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ซึ่งหากพ้นกำหนดดังกล่าวจะต้องทำ EIA และขอความเห็นชอบอีกครั้งซึ่งต้องใช้งบประมาณและระยะเวลานาน
อีกทั้งช่วงก่อนก่อสร้างทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีคำสั่งห้ามดำเนินการก่อสร้างสิ่งถาวรบริเวณนี้เด็ดขาด จึงต้องไปขออนุญาตกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง และในพื้นที่ดังกล่าวมีมติของคณะรัฐมนตรีอย่างน้อย 3 ฉบับ ห้ามดำเนินการก่อสร้าง แต่ทางสภาได้รับแจ้งว่าได้จัดการกับปัญหาแล้ว จึงอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณไป
แต่ปัญหาคือไม่มีการทำ EIA ใหม่ แต่กลับมีการดำเนินการก่อสร้างต่อ และที่สำคัญหากจะมีการก่อสร้างในพื้นที่ต้องขออนุญาตไปยังกรมเจ้าท่า แต่กลับมีการก่อสร้างก่อนที่กรมเจ้าท่าจะอนุญาต และที่สำคัญต้องมีใบยินยอมจากประชาชนในพื้นที่ให้ก่อสร้าง แต่จากที่ไปสอบถามมานั้น พบว่าประชาชนยังไม่ได้เซ็นใบยินยอมนั้นเลย ซึ่งตนเกรงว่าจะเกิดปัญหามายังกรุงเทพมหานคร
ขณะนี้มีผู้ร้องเรียนในเรื่องดังกล่าว ทั้งทางผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร กรมเจ้าท่า สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา จนไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่กลับไม่มีการตรวจสอบว่ามีความผิดจริงหรือไม่ ฝ่ายบริหารต้องเข้ามาดูอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด
นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง กล่าวว่า ตนค่อนข้างรู้สึกไม่สบายใจหากโครงการมีปัญหามาก เราควรเปลี่ยนเป็นโครงการสร้างเขื่อนดีหรือไม่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและอาจจะทำให้เป็น ‘แลนด์มาร์ก’ แห่งใหม่ในการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร
ด้าน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า กรณีที่มีการระบุว่ามีการก่อสร้างก่อนกรมเจ้าท่าอนุญาตนั้น จากการตรวจสอบพบว่ายังไม่มีการก่อสร้าง เป็นเพียงการเจาะสำรวจดิน การทดสอบเสาเข็ม และการผลิตเสาคอนกรีตอัดแรง
ส่วนประเด็นการกัดเซาะและน้ำหนุน เป็นปัญหาที่แตกต่างกันการแก้ปัญหาจึงไม่เหมือนกัน ทางฝ่ายบริหารได้ให้ความสำคัญแต่ในเมื่อเป็นเรื่องระยะยาวจึงได้มีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเราได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นในการแก้ไขปัญหาระยะยาว
นายณทศพล จันทร์ลอย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบระบายน้ำ ชี้แจงว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมกำหนดระยะเวลาไว้ 5 ปี สำหรับการนำ EIA ไปยื่นขออนุญาตให้ยกเว้นตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งทางกรุงเทพมหานครได้รับการยกเว้นเช่นกัน จึงทำให้ EIA ฉบับดังกล่าวไม่ได้หมดอายุ
โดยการขออนุญาตจากกรมเจ้าท่า ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จำแนกพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 2,735 ไร่ ออกจากพื้นที่ป่าไม้ และมอบให้กรุงเทพมหานครดูแลป้องกันการพังทลายของชายฝั่งทะเล พรุ ป่า ทะเล และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้ใบยินยอมจากเจ้าของที่ดิน ส่วนข้อร้องเรียนต่างๆ ที่มีประชาชนไปร้องเรียนนั้น สำนักการระบายน้ำได้มีหนังสือตอบในข้อเท็จจริงไปเรียบร้อยแล้ว
ด้าน นางสาววรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ EIA อาคารที่เป็นคอนโดมิเนียม จะไม่มีการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นงานที่จะต้องผ่านคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณา ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้กรุงเทพมหานครมีคณะกรรมการพิจารณา โดยจะมีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นผู้กลั่นกรอง ซึ่งต่างจากโครงการบางขุนเทียน เนื่องจากลักษณะโครงการต่างจากโครงการที่พัฒนาโดยนิติบุคคล


