
วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 4) ซึ่งมี นายฉัตรชัย หมอดี รองประธานสภากรุงเทพมหานครคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญทั้ง 5 คณะ
โดย น.ส.นฤนันท์มนต์ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตคลองสามวา ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนรถราชการเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) กล่าวว่า สภามีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 โดยดำเนินการประชุมทั้งหมด 21 ครั้ง จากการศึกษาได้ข้อสรุปดังนี้
การปรับเปลี่ยนรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยรถยนต์นั่งส่วนกลาง (รถเก๋ง) และรถตรวจการณ์ เป็นรถยนต์ที่ใช้ในภารกิจด้านการโดยสารเป็นหลัก จึงควรปรับเปลี่ยนเป็นรถพลังงานไฟฟ้า (Passenger EV), รถบรรทุกขนาด 1 ตัน (รถปิกอัพ) เป็นรถยนต์ที่มีจำนวนมากที่สุดในประเภทรถยนต์ดีเซล มีแนวทางในการจัดหารถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ทดแทนให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน โดยรถที่ใช้ในลักษณะรถตรวจการณ์ หรือการเดินทาง ควรปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Passenger EV) ส่วนรถที่ใช้ในลักษณะใช้บรรทุกสิ่งของ ควรปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion), รถโดยสาร ขนาด 12 ที่นั่ง (รถตู้) เป็นรถใช้ในภารกิจด้านการขนส่งคนโดยสาร ปัจจุบันในท้องตลาดยังไม่มีรถประเภทนี้ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจำหน่าย หากต้องการนำรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้มาใช้งาน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) และรถบรรทุกขนาดกลาง เป็นรถยนต์ที่ใช้ในภารกิจบรรทุกสิ่งของ หรือปฏิบัติงานเฉพาะกิจ เช่น รถบรรทุกติดเครน รถบริการทันตกรรมเคลื่อนที่ เป็นต้น ปัจจุบันในท้องตลาดยังไม่มีรถประเภทนี้ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจำหน่าย หากจะต้องนำรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้มาใช้งาน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion)
น.ส.นฤนันท์มนต์ กล่าวต่อไปว่า จากผลการศึกษาจะเห็นได้ว่าการปรับเปลี่ยนรถยนต์ราชการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า สามารถดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ โดยหน่วยงานสามารถพิจารณาได้ตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือการดัดแปลงรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง นอกจากนี้ระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า (Ecosystem) ได้พัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การเพิ่มจำนวนของสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มี Application อำนวยความสะดวกในการค้นหาสถานีชาร์จ ประชาชนตระหนักรู้และรักษาสิ่งแวดล้อม
ด้าน นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล ส.ก. เขตประเวศ ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการกำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน กล่าวว่า สภามีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 จากการศึกษาทางคณะกรรมการมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังนี้
- สำนักงานเขตควรพิจารณาทบทวนเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เนื่องจากมีสถานประกอบการหลายแห่งปิดกิจการ
- สำนักงานเขตควรตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือ ห้างสรรพสินค้า ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) หากพบการออกใบอนุญาตในเขตพื้นที่ห้ามจำหน่าย ควรดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน
- สำนักงานเขตควรแจ้งและทำความเข้าใจกับสถานประกอบการสถานบันเทิงรายใหม่ถึงข้อกำหนด และห้ามประกอบกิจการในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) เพื่อจะไม่ทำผิดกฎหมายในภายหลัง
- การพิจารณาขอบเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) ควรตั้งวัตถุประสงค์ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้เคียงสถานศึกษา หรือใกล้เคียงหอพัก ไม่ควรนำเรื่องร้องเรียนเหตุรำคาญจากเสียงดังมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขบังคับใช้อยู่แล้ว
- การกำหนดขอบเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) หากกำหนดขอบเขตกว้างเกินกว่าเจตนารมณ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ จะเป็นการละเมิดสิทธิการประกอบอาชีพ
นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก. เขตยานนาวา ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กล่าวว่า สภามีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ทางคณะกรรมการมีข้อเสนอแนะดังนี้
- ควรมีการเพิ่มกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฯ ที่ยังไม่มีกำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฯ ได้แก่ การประกอบกิจการให้บริการลานสะสมตู้บรรจุสินค้าหรือลานจอดรถหัวลากตู้บรรทุกสินค้า และการประกอบกิจการรังนกแอ่นและการทำความสะอาดหรือตัดแต่งรังนกแอ่น
- กรุงเทพมหานครควรทำหนังสือไปยังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเพิ่มกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น สนามกีฬาประเภทต่าง ๆ กิจการด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า กิจการการซ่อมหรือปรับแต่งเครื่องยนต์เครื่องจักรให้บริการแบบนอกสถานที่ กิจการร้านขายสีหรือสะสมสี กิจการตู้ทำความสะอาดหมวกกันน็อคหยอดเหรียญอัตโนมัติ เป็นต้น
- กรุงเทพมหานครควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2561 หมวด 2 ข้อ 10 โดยกำหนดเพิ่มเติม (10) ‘สถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพต้องจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานที่ประกอบกิจการ’ เนื่องจากไม่มีการกำหนดให้ตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ระบบแจ้งเตือน และระงับป้องกันอัคคีภัย
- กรุงเทพมหานครควรเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าพนักงานดับเพลิงเพื่อระงับยับยั้งภัยต่าง ๆ เนื่องจากปัจจุบันพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ไม่ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานดับเพลิงเป็นนายตรวจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
- กรุงเทพมหานครควรมีการทบทวนและพิจารณากำหนดจำนวนหรือปริมาณให้ชัดเจนในแต่ละประเภทกิจการเพื่อกำหนดค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันทุกกลุ่มกิจการ
- กระทรวงสาธารณสุขควรเพิ่มอำนาจให้กรุงเทพมหานครกำกับดูแลกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การประกอบกิจการสปา กิจการนวดเพื่อสุขภาพ กิจการคลินิก และกิจการจำหน่ายกัญชา
- กรุงเทพมหานครควรกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษของสถานประกอบการ เช่น มลพิษทางเสียง มลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ มลพิษทางแสง มลพิษทางกลิ่น มลพิษทางความร้อน และมลพิษทางความสั่นสะเทือน
- สถานประกอบการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน เช่น โรงงานคอนกรีตผสมเสร็จในกรุงเทพมหานคร ควรมีการกำหนดเงื่อนไขแนบท้าย ใบอนุญาต เพื่อควบคุมมลพิษ เช่น การตั้งรั้วสูง 10 เมตร การปรับปรุงให้เป็นระบบปิด การติดตั้งระบบละอองน้ำรอบรั้ว บ่อล้างล้อ เป็นต้น
- กรุงเทพมหานครควรอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครเป็นประจำ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
จากนั้น นายปวิน แพทยานนท์ ส.ก. เขตบางคอแหลม ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สภามีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 โดยคณะกรรมการได้มีข้อเสนอแนะดังนี้
- กรุงเทพมหานครควรกำหนดแนวทางพัฒนาส่งเสริม ‘ย่านสร้างสรรค์’ โดยมุ่งเน้นการนำอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละย่าน ทั้ง 50 เขต มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ
- กรุงเทพมหานครควรบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
- กรุงเทพมหานครควรนำสื่อสังคมออนไลน์มาใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์
- กรุงเทพมหานครควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย อาทิ ด้านอาหาร ประเพณี ศิลปะพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กรุงเทพมหานครควรกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์อย่างชัดเจน
- สำนักงานเขตควรบูรณาการการทำงานร่วมกับชุมชนในการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กรุงเทพมหานครควรมอบนโยบายให้สำนักงานเขตจัดทำโครงการพัฒนาส่งเสริมย่านสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง
- กรุงเทพมหานครควรพิจารณาคัดเลือกซอฟต์พาวเวอร์ที่โดดเด่นของทั้ง 50 เขต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล
- กรุงเทพมหานครควรมีการปรับโครงสร้างในระดับเขตให้มีส่วนงานที่รับผิดชอบด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน
จากนั้น นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดหารถเก็บขนมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สภามีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 โดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในการใช้รถพลังงานไฟฟ้าของกรุงเทพมหานคร โดยจะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคุ้มค่า โดยมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ดังนี้
- การจัดทำคำของบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 หน่วยงานควรระบุให้ชัดเจน และควรกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของรถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) ให้ใช้งานได้จริง
- ปัจจุบันรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้พลังงานไฟฟ้ายังต้องรอการซ่อมบำรุง และอะไหล่บางส่วนไม่มีผลิตในประเทศไทย
- น้ำหนักของรถเก็บขนมูลฝอยมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนไม่เกิน 15 ตัน แต่รถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้าต้องบรรทุกแบตเตอรี่ ซึ่งมีน้ำหนักมาก
- สถานีชาร์จอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานจริง และควรพิจารณาการเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swap) ในระหว่างการปฏิบัติงานแทน
- ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าในการนำรถมาชาร์จและนำกลับไปใช้งาน
- กรุงเทพมหานครควรทดลองใช้งานรถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างน้อย 1 ปี และควรศึกษาความเป็นไปได้ก่อน
- กรุงเทพมหานครควรพิจารณาให้หน่วยงานในสังกัดใช้รถพลังงานไฟฟ้า โดยเริ่มจากรถที่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้ว
- กรุงเทพมหานครควรเก็บรวบรวมสถิติและจัดทำฐานข้อมูลการใช้งานจริง
นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารการศึกษา การส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร รวมถึงศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างและกรอบของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งกลุ่มเขตพื้นที่การศึกษาของกรุงเทพมหานคร
ทางคณะกรรมการได้ตั้งข้อสังเกตว่ากรุงเทพมหานครควรพิจารณาจัดตั้งกลุ่มเขตพื้นที่การศึกษาของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้มีหน่วยงานเฉพาะในการกำกับดูแล ส่งเสริม พัฒนา และยกระดับคุณภาพการศึกษา ควรพิจารณากำหนดโครงสร้าง การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานศึกษา และสำนักงานเขต อัตรากำลังที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ บทบาท ภาระงาน และปริมาณงานที่เปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกลุ่มเขตพื้นที่การศึกษาของกรุงเทพมหานครเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุม รอบด้าน และสามารถตัดสินใจกำหนดทิศทางในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของกรุงเทพมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรจัดทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้กรุงเทพมหานครมีฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ถูกต้องครบถ้วน
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญทั้ง 6 คณะ โดยจะส่งรายงานไปยังฝ่ายบริหารเพื่อพิจารณาต่อไป


