วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.45 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง ครั้งที่ 3 โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจอมทอง เรื่อง แผนการจัดหาสถานที่ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพิ่มเติม

นายสุทธิชัย กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ติดยาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ กทม. มีสถานที่บำบัดหลักเพียงแห่งเดียว คือ “บ้านพิชิตใจ” เขตประเวศ ซึ่งยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ พื้นที่ และจำนวนเตียงรองรับ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสะท้อนว่า หลายกรณีต้องการนำผู้ติดยาเข้าสู่กระบวนการบำบัด แต่เมื่อไม่มีสถานที่รองรับ ก็จำเป็นต้องปล่อยกลับไป จึงมีคำถามว่า ปัจจุบัน กทม. มีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ได้มาตรฐานและเปิดให้บริการจริงจังกี่แห่ง และแต่ละปีสามารถรองรับผู้เข้ารับการบำบัดได้สูงสุดจำนวนเท่าใด เมื่อเทียบกับสถิติผู้ป่วยและผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มขึ้นในเขตต่างๆ
นายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญที่ กทม. ต้องทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงาน ป.ป.ส. และตำรวจ โดยปัจจุบันการดูแลผู้ติดยาเสพติดของ กทม. แบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.การบำบัดผ่านศูนย์อนามัยและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นลักษณะรับยาแล้วกลับบ้าน รองรับได้มากที่สุดประมาณ 4,000 กว่าราย 2.การบำบัดที่บ้านพิชิตใจ สำหรับผู้ติดยาที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการบำบัดประมาณ 25 คน และ 3. กรณีที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทาง เช่น โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา หรือโรงพยาบาลศรีธัญญา
ด้าน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ระบบบำบัดฟื้นฟูตามประมวลกฎหมายเป็นการดูแลต่อเนื่อง ตั้งแต่การค้นหา คัดกรอง นำเข้าสู่ระบบบำบัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพทางสังคม โดยศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ทั้ง 69 แห่ง สามารถให้การบำบัดเบื้องต้นได้ ขณะที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต และสำนักพัฒนาสังคม มีบทบาทในการจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม สอนอาชีพ พัฒนาทักษะ รวมถึงบ้านพิชิตใจที่มีการฝึกอาชีพและกิจกรรมฟื้นฟูด้านต่างๆ ส่วนบ้านพิชิตใจปัจจุบันรองรับได้พร้อมกัน 60 เตียง มีบุคลากรด้านฟื้นฟูบำบัด 16 คน ซึ่งผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้าน โดยระยะเวลาการบำบัดแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 2-4 เดือน ทำให้ในหนึ่งปีสามารถรองรับได้ประมาณ 4-5 รอบ หรือมีศักยภาพประมาณ 300 คนต่อปี
สำหรับแผนงบประมาณปี 2570 รศ.ทวิดา เปิดเผยว่า ทาง กทม. มีการเสนอของบประมาณก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม เพื่อแยกพื้นที่ผู้ป่วยหญิง-ชาย เพิ่มเป็น 80 เตียง ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะทางจิต เรามีโรงพยาบาลหลักคือ โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ รองรับทั้งทางกายและจิตใจในเบื้องต้น พร้อมเตรียมเปิดเตียงดูแลผู้ป่วยจิตเวช 30 เตียง ส่วนเคสที่มีความรุนแรงมากยังจำเป็นต้องส่งต่อสถาบันจิตเวชเฉพาะทาง

นายสุทธิชัย กล่าวต่อไปว่า จากการร้องเรียนของประชาชน พบว่าหลายครอบครัวมีบุตรหลานติดยาเสพติด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการกลับไม่มีสถานที่บำบัดรองรับ จึงเห็นว่า กทม. ควรมีระบบบริการแบบ One Stop Service และควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อ กทม. มีงบประมาณจำนวนมากและสามารถจัดทำศูนย์ดูแลสุนัขได้อย่างเป็นระบบ เช่น บ้านพักสุนัขที่จัดทำอย่างสวยงาม จึงตั้งคำถามว่า “บ้านบำบัดคน” ควรได้รับความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันหรือไม่ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่จุดเสี่ยงและลดความแออัดของศูนย์เดิม กทม. มีแผนงานที่เป็นรูปธรรมในการจัดหาพื้นที่เพิ่มเติม หรือก่อสร้างศูนย์ฟื้นฟูแห่งใหม่ในปีงบประมาณนี้หรือปีถัดไปอย่างไร โดยเฉพาะโซนที่มีการแพร่ระบาดสูง
นายชัชชาติ ชี้แจงว่า กทม. ไม่ได้ละเลยปัญหายาเสพติด แต่การดูแลผู้ป่วยที่มีความรุนแรงทำได้ไม่ง่าย แม้บ้านพิชิตใจจะรองรับได้ 60 คน แต่ขณะนี้มีผู้เข้ารับการบำบัดเพียง 25 คน เพราะหลายกรณีไม่สามารถบังคับผู้ป่วยให้อยู่ในระบบระยะยาวได้โดยง่าย จึงต้องวางแผนร่วมกับหน่วยงานอื่น ทั้ง ป.ป.ส. และตำรวจด้วย ส่วนแผนระยะยาวคือการพัฒนาบ้านพิชิตใจให้เป็นศูนย์ต้นแบบ โดยจะเพิ่มอาคารสำหรับผู้หญิง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีพื้นที่เฉพาะ ขณะที่สถิติผู้ติดยาเพศหญิงอยู่ประมาณ 10-15% ของภาพรวม และในอนาคตหากมีความจำเป็น อาจพิจารณาขยายพื้นที่ไปยังฝั่งธนบุรี โดยต้องดูความเหมาะสมของพื้นที่และงบประมาณอีกครั้งในปี 2570 แนวทางขณะนี้คือการรวมศูนย์ไว้ก่อน และพัฒนาบ้านพิชิตใจให้มีประสิทธิภาพและเป็นต้นแบบให้สำเร็จ ก่อนพิจารณาขยายผลไปยังพื้นที่อื่น
นายสุทธิชัย กล่าวว่า จากการพูดคุยกับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าโจทย์สำคัญคือ “ไม่มีสถานที่บำบัด” จึงอยากให้ กทม. เร่งจัดหาพื้นที่ สร้างอาคารบำบัด และจัดฝึกอาชีพ เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมถามว่า หลังผ่านกระบวนการบำบัดแล้ว กทม. มีมาตรการติดตามผลและแผนสนับสนุนด้านอาชีพหรือรายได้ร่วมกับสำนักพัฒนาสังคมอย่างไร เพื่อป้องกันการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำและช่วยให้ใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
รศ.ทวิดา ชี้แจงว่า หลังผู้เข้ารับการบำบัดกลับคืนสู่สังคม กทม. จะมีเจ้าหน้าที่จิตวิทยาคลินิก เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุข และอาสาสมัครติดตามต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี เพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ พร้อมประสานสำนักพัฒนาสังคม บ้านพิชิตใจ และศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมทั้ง 50 เขต ในการฝึกอาชีพและสนับสนุนการกลับเข้าสู่ชุมชน ซึ่งในปีงบประมาณ 2567-2568 กทม. ใช้งบประมาณปรับปรุงบ้านพิชิตใจ 18 ล้านบาท ส่วนอาคารใหม่ที่อยู่ในแผนใช้งบประมาณประมาณ 301 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับและแยกการดูแลผู้เข้ารับการบำบัดให้เหมาะสมมากขึ้น


