วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.50 น. ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยสาม (ครั้งที่ 2) โดยมีนายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาญัตติของนายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ดร.จอห์น) ส.ก.เขตลาดกระบัง เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณาปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินและการลำเลียงผู้ป่วยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

ดร.จอห์น กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการลำเลียงผู้ป่วย อายุ 64 ปี มีภาวะหายใจผิดปกติ น้ำตาลและค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ ชาวบ้านเรียกรถจากศูนย์เอราวัณ เป็นรถพยาบาลระดับ Advance Life Support (ALS) จากชุมชนวัดลาดกระบังไปยังโรงพยาบาล ซึ่งมีข้อสังเกตว่าพยาบาลที่อยู่บนรถหลับตลอดทางหรือไม่ แล้วทำไมถึงไม่ส่งไปโรงพยาบาลลาดกระบัง ที่อยู่ใกล้ชุมชนมากกว่า แต่ไปส่งยังโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ซึ่งอยู่ไกลออกไป 30 กิโลเมตร
“การที่มีผู้ป่วยขั้นวิกฤตอยู่ในรถ Ambulance หรือรถกู้ชีพขั้นสูง จะต้องมีการประเมินตลอดเวลา แต่เหตุการณ์นี้ จนคนไข้รู้สึกตัว พยาบาลก็ยังไม่ตื่น ท่านอาจจะบอกว่าพยาบาลคนนี้ทำงานหนักทั้งวันทั้งคืน แล้วไม่มีคนอื่นหรือ ท่านเอาคนที่ทำงานหนักมาดูแลผู้ป่วยขั้นวิกฤต ข่าวเศร้าครับ ท่านผู้ว่าฯ ผู้ป่วยรายนี้เสียชีวิต แต่ไม่รู้ว่าเสียชีวิตที่ไหน เพราะไม่มีการประเมินผู้ป่วยตลอดเวลา พอถึงโรงพยาบาลปุ๊บ หายใจเฮือกสุดท้าย ถึงจะเอาออกซิเจนมาใส่ แล้วปั๊มหัวใจตรงนั้น” ดร.จอห์น กล่าว
ดร.จอห์น ตั้งคำถามว่าจากเหตุการณ์ในคลิป เป็นไปตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินหรือไม่ มีหลักเกณฑ์ในการประเมินพิจารณาปรับเพิ่มระดับการให้ออกซิเจนอย่างไร นอกจากนี้ จากคลิประหว่างการนำส่งผู้ป่วย อาจไม่มีการติดตามประเมินอาการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้เห็นชัดเจนว่าคนที่เป็นพยาบาลวิชาชีพขั้นสูงหลับหรือไม่ ทำให้เกิดคำถามว่าตามมาตรฐานการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ฉุกเฉินมีแนวทางกำหนดให้มีการประเมินอาการทุกกี่นาที
“ผมไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ ได้ลองถาม Chat GPT บอกว่าควรประเมินทุก 1 นาที ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในเคสดังกล่าว ออกซิเจนในเลือดต่ำมากถึง 78%” ดร.จอห์น กล่าว
จากนั้น นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ ส.ก.เขตตลิ่งชัน กล่าวว่า เกิดคำถามขึ้นในหัวของตนว่าคนกรุงเทพฯ มีค่ามากแค่ไหนในยามฉุกเฉิน ตอนช่วงที่ตนหาเสียงเลือกตั้ง เคยพบผู้ป่วยเพศชาย เกิดรถชนแท็กซี่ ตนก็ลงไปช่วยดู ช่วงแรกผู้ป่วยยังรู้สึกตัวบ้าง มีการประสานไปที่ 1669 วันนั้นรอรถ ALS กว่า 1 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 4.9 กิโลเมตร ท้ายที่สุด ผู้ป่วยเสียชีวิต ส่วนอีกกรณี มีป้าสูงอายุล้มสลบอยู่ที่บ้าน ระหว่างที่ตนหาเสียง ก็ได้ประสานไปที่ศูนย์เอราวัณ โดยต้องใช้รถ ALS จากจุดจอดวิมุติ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง กว่าจะมาถึง ตนมองว่าโอกาสรอดของผู้ป่วยคือเวลาในการรักษา ฝั่งธนบุรีมีจุดจอดรถ ALS ที่ค่อนข้างเบาบาง แต่มีสถิติการใช้งานผู้ป่วยเยอะมากที่สุด
นายกันตพงศ์ ระบุว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายเพิ่ม มอเตอร์ไซค์กู้ชีพฉุกเฉิน (Motorlance) เพื่อให้การเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินรวดเร็วขึ้น และอยากให้กระจายจุดจอดให้ครอบคลุม รวมถึงเพิ่มคนในการทำงาน ให้กำลังใจ ไม่ให้ทำงานหนักเกินไป จึงอยากฝากไปทางฝ่ายบริหารด้วย
ด้านนายอัครชัย กันธมาลา ส.ก.เขตดุสิต กล่าวว่า มีอาสากู้ภัยร้องเรียนมาว่าเข้าไปช่วยผู้ป่วย แต่รถพยาบาลมาค่อนข้างช้า ซึ่งในเขตของตนมีผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินจำนวน 10 ครั้งต่อเดือน แต่ 6-7 เหตุการณ์ รถพยาบาลเข้าถึงได้ ต้องใช้เวลา 20 นาทีขึ้นไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือผู้ป่วยที่เกิดอาการชักบริเวณสะพานซังฮี้ ซึ่งต้องใช้รถ ALS ในการรับส่ง แต่กว่าจะเข้ามาได้ก็ประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ศูนย์เอราวัณพบว่ารถต้องมาจากบางนา ถือว่าเร็วที่สุดแล้ว ตนจึงตกใจเหมือนกัน เพราะมีจุดจอดรถที่ใกล้กว่าบางนามากที่จะมาถึงเขตดุสิตได้
ต่อมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นปัญหาหลักของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนโยบายที่จะเพิ่มการเข้าถึง โดยใช้ Motorlance ขยายเครือข่ายเพิ่ม ตามปกติแล้วจะมีหลักการในการส่งรถพยาบาลอยู่ กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเขตลาดกระบังต้องแสดงความเสียใจ รายละเอียดอยู่ในกระบวนการสอบสวน ยืนยันว่าเป็นเรื่องทางเทคนิค ส่วนกรณีที่เกิดในตลิ่งชัน ต้องไปดูอีกครั้งว่าทำไมถึงใช้เวลานาน
ด้าน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งในการปฏิบัติการของกรุงเทพมหานคร จะมีระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป ทราบอยู่แล้วว่าฝั่งตะวันออกเป็นพื้นที่ห่างไกลมาก จะเห็นได้ว่าในแต่ละจุดใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน จึงมีการกำหนดจุดจอดรถศูนย์เอราวัณใหม่ โดยเป็นข้อตกลงร่วมกันกับโรงพยาบาลและมูลนิธิ ดังนั้นจะไม่เหมือนกับการกำหนดโซนในกรุงเทพมหานคร 8 โซน ที่เป็นโซนหลักในการให้รถฉุกเฉินออกไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการจราจร ซอยแคบ ถนน รวมถึงจำนวนประชากรด้วย
รศ.ทวิดา กล่าวต่อไปว่า โซนที่ท่านสมาชิกกล่าวถึงมีความหนาแน่นของผู้ป่วยค่อนข้างสูง มีรถปฏิบัติการของกรุงเทพมหานคร ศูนย์เอราวัณ โรงพยาบาล และมูลนิธิค่อนข้างมาก ซึ่งในกรณีที่ติดต่อมา โรงพยาบาลเจ้าของโซนจะเป็นผู้รับก่อน ในบางกรณีที่ต้องการเครื่องมือเฉพาะทางจริง ก็จะให้รถเฉพาะทางออกไปรับผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนการขอตำแหน่งเรียลไทม์ของรถที่วิ่งอยู่จริงและรถที่จอดอยู่ เพื่อให้เราวางแผนได้ อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล ในระยะต่อไปจะพยายามเร่งรัดให้มีข้อมูลรถที่วิ่งอยู่ ในกรณีของผู้ป่วยตลิ่งชัน หลังจากเกิดเหตุในวันนั้น ได้มีการกำหนดจุด Motorlance ให้ใกล้จุดเกิดเหตุมากขึ้น
ขณะที่ นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. กล่าวว่า ไม่มีบุคลากรทางการแพทย์คนไหนอยากให้คนไข้เสียชีวิต ทุกครั้งที่ช่วยคนไข้ไม่ได้ก็มีความเสียใจ กรณีที่เกิดขึ้นในเขตลาดกระบัง มีการแจ้งเหตุมาเวลา 07.40 น. ว่าคนไข้อาเจียนออกมาเป็นสีดำและหมดสติ ซึ่งศูนย์เอราวัณได้สั่งการตอน 07.43 น. ไปที่หน่วย EMS ของโรงพยาบาลนคราภิบาล ไปถึงตอนเวลา 07.58 น. มีการประเมินและดำเนินการตามหลักทางการแพทย์ จนคนไข้ฟื้นสติจากเคสแดงเป็นเคสเหลือง ซึ่งหากเป็นเคสเหลืองแล้วจะส่งโรงพยาบาลตามสิทธิการรักษา จึงนำส่งโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ยืนยันว่าการดูแลเป็นไปตามมาตรฐาน
“คุณพยาบาลคนนี้อาจจะอ่อนเพลีย ต้องนำเรียนว่าโรงพยาบาลนคราภิบาล มีการขยายศักยภาพในการดูแลจากเดิม จะมีพยาบาลอยู่ 2 คน จึงมีการจ้างนักฉุกเฉินทางการแพทย์ พยาบาลคนนี้ทำตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างเต็มที่ คนไข้ไม่ได้มีโรคเดียว สันนิษฐานว่าเป็นเลือดออกในกระเพาะอาหาร ทำให้ความดันตก ชีพจรเร็ว” นพ.เกรียงไกร กล่าว
ต่อมา ดร.จอห์น กล่าวสรุปญัตติ โดยตั้งคำถามว่าพยาบาลที่ทำหน้าที่ เต็มที่แล้วหรือไม่ ตนไม่ได้ตำหนิ แต่มีผู้เสียชีวิต เกิดคำถามว่าเกิดข้อผิดพลาดจากพยาบาลหรือไม่ ตนไม่อยากใช้คำว่าแก้ตัว ตนอยากให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบ
ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับญัตติดังกล่าว และส่งให้ฝ่ายบริหารดำเนินการต่อไป


