‘ส.ก.คลองสามวา’ จี้ กทม.เร่งยกระดับ รพ.รัตนประชารักษ์ สู่ 250 เตียง ด้าน กทม.ตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบปี 2573

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยสาม (ครั้งที่ 2) โดยมีนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตคลองสามวา เรื่อง แนวทางการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการของโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ (คลองสามวา)

นายสุรเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้โรงพยาบาลรัตนประชารักษ์มีเตียงรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 80 เตียงเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครเคยระบุว่าจะสามารถรองรับได้ถึง 250 เตียง วันนี้ประชาชนสอบถามเข้ามาว่า 250 เตียงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ยังไม่เพียงพอ แพทย์ทั้งโรงพยาบาลมีเพียงประมาณ 20 คน เฉลี่ยแผนกละ 2 คน บุคลากรทางการแพทย์จึงไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุในเขตคลองสามวาที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรอคิวทั้งวัน เพราะต้องการรักษาใกล้บ้าน แต่สุดท้ายกลับต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลอื่น เนื่องจากเครื่องมือและแพทย์เฉพาะทางไม่เพียงพอ

ปัจจุบันโรงพยาบาลต้องอาศัยการรับบริจาคเพื่อเปิดให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพ โดยตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบันได้รับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธากว่า 50 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณารายการของบประมาณของฝ่ายบริหาร กลับพบว่ามีการของบประมาณเพียง 2 รายการ ได้แก่ 1. ชุดสว่านเจาะกระดูก วงเงิน 1 ล้านบาท และ 2. เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคป (Fluoroscopy) วงเงิน 9 ล้านบาท รวม 10 ล้านบาท จึงอยากสอบถามฝ่ายบริหารถึงแผนยกระดับโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ให้เป็นโรงพยาบาลคลองสามวาอย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้อย่างครบวงจร ว่ามีโรดแมป กรอบระยะเวลา และกรอบงบประมาณที่ชัดเจนอย่างไร

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า กรุงเทพมหานครได้เร่งพัฒนาโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์อย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านบุคลากรและการยกระดับบริการ เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งเหนือ โดยเฉพาะเขตคลองสามวาที่มีประชากรกว่า 200,000 คน และมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) จำนวนมาก

โรงพยาบาลเริ่มเพิ่มศักยภาพตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ด้วยการเปิดคลินิกพื้นฐานให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมทยอยเพิ่มอัตรากำลังจาก 69 อัตรา เป็น 94 อัตรา และเพิ่มเป็น 124 อัตราในช่วงปลายปี 2568 ขณะที่ปี 2569 มีการจัดสรรอัตรากำลังรวม 335 อัตรา เพื่อรองรับการเปิดบริการคลินิกต่าง ๆ รวมถึงหอผู้ป่วยเด็ก การขยายจำนวนเตียง และการเพิ่มศักยภาพระบบส่งต่อผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายบริการเฉพาะทาง อาทิ คลินิกวัณโรค ห้องไต การผ่าตัด ห้อง ICU และหอผู้ป่วยพิเศษ โดยปีงบประมาณ 2570 ขอรับงบประมาณ 125 ล้านบาท และปี 2571 ขอเพิ่มเป็น 157 ล้านบาท ควบคู่กับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักการแพทย์เพื่อจ้างบุคลากรและขยายบริการ ตามแผนจะเพิ่มจำนวนเตียงเป็น 190 เตียงในปีงบประมาณ 2570 หากสามารถจัดสรรบุคลากรได้เพียงพอ และตั้งเป้าเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 250 เตียงภายในปี 2573

นายสุรเกียรติ กล่าวต่อด้วยว่า อยากสอบถามฝ่ายบริหารว่ามีงบสำรองหรือแผนสำรองอื่นนอกเหนือจากงบประมาณที่เสนอขอไว้หรือไม่

รศ.ทวิดา ชี้แจงว่า การจัดสรรงบประมาณจะดำเนินการโดยไล่เรียงตามลำดับความสำคัญที่โรงพยาบาลเสนอเข้ามาเป็นหลัก ส่วนงบประมาณที่เหลือในแต่ละปี โรงพยาบาลสามารถนำไปจัดสรรสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นได้ ดังนั้น หากมีการเสนอของบประมาณหลายรายการ กรุงเทพมหานครจะพิจารณาจัดสรรให้กับรายการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ส่วนรายการอื่นจะพิจารณาจากการสนับสนุนของสำนักการแพทย์ รวมถึงงบประมาณนอกงบประมาณด้วย

นายสุรเกียรติ กล่าวต่อไปว่า กรุงเทพมหานครมีแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะหรือเส้นทางเชื่อมโยง เพื่อให้ประชาชนในเขตคลองสามวาและพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางมายังโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ได้สะดวกยิ่งขึ้นอย่างไร

รศ.ทวิดา จึงชี้แจงว่า ปัจจุบันสำนักการแพทย์มีบริการรถรับส่งผู้ป่วยสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่เดินทางลำบาก โดยสามารถจองคิวผ่านทางโทรศัพท์หรือแอปพลิเคชัน บริการดังกล่าวเริ่มดำเนินการโดยโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2567 และต่อมาในปี 2568 สปสช.ได้อนุมัติให้ภาคเอกชนและมูลนิธิเข้าร่วมให้บริการรับส่งประชาชน พร้อมเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายจากกองทุนของ สปสช. ได้ ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการอำนวยความสะดวกด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังเดินหน้านโยบายลดระยะเวลารอพบแพทย์ และอยู่ระหว่างปรับระบบคิวของโรงพยาบาลเพื่อรองรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยที่มีนัดหมาย โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนรอบการให้บริการของรถรับส่งในแต่ละโรงพยาบาลได้มากขึ้น

ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เรื่องระบบขนส่งสาธารณะ ขณะนี้กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างหารือกับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตเดินรถโดยสารประจำทาง โดยแนวทางที่กำลังพิจารณามี 2 ส่วน ได้แก่ 1. ปรับเส้นทางเดินรถให้สั้นลง เพื่อเพิ่มความถี่ในการให้บริการ และ 2. ส่งเสริมรถสองแถวและรถกระป้อที่วิ่งในเส้นทางชุมชน ให้ครอบคลุมพื้นที่และเพิ่มความถี่ในการเดินรถ

นายสุรเกียรติ กล่าวต่อไปว่า กรุงเทพมหานครจะใช้กลไกหรืออำนาจที่มีอย่างไรในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อรองรับประชาชนที่จะเดินทางมาใช้บริการโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์

นายวิศณุ จึงชี้แจงว่า การใช้งบประมาณเพื่อจัดบริการรถชัทเทิลบัสฟรีสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและข้อจำกัดด้านงบประมาณ หากทุกพื้นที่ร้องขอรถชัทเทิลบัสฟรีทั้งหมด จะทำให้ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันจึงเปิดให้บริการเฉพาะบางเส้นทาง การจัดจ้างเดินรถชัทเทิลบัสฟรีระยะยาวจะใช้งบประมาณจำนวนมาก ดังนั้น แนวทางในปัจจุบันคือการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถที่มีอยู่ พร้อมหาแนวทางสนับสนุนเงินอุดหนุนสำหรับเส้นทางที่มีผู้ใช้บริการน้อย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเดินรถให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะรับข้อเสนอไปพิจารณาต่อไป

แชร์ข่าว:

กรุงเทพฯ มีอะไร อัพเดทข่าวสารฉับไว กิจกรรมที่น่าสนใจ และมีส่วนร่วมได้ รวมไว้ให้ที่นี่

©2022 สงวนลิขสิทธิ์ กรุงเทพมหานคร

สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร 173 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กทม. 10200