วันที่ 28 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เสนอญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง เงินอุดหนุนของกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …

นายชัชชาติ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานที่สามารถขอรับเงินอุดหนุนจากกรุงเทพมหานครเพื่อสนับสนุนภารกิจและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องตราข้อบัญญัติกรุงเทพฯ โดยได้เสนอมาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งทางกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการแก้ไขร่างข้อบัญญัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการก่อนรับหลักการตามที่เคยเสนอไป โดยมีการแก้ไขดังนี้ 1.รัฐวิสาหกิจมีการระบุเฉพาะการไฟฟ้าและการประปา 2.แก้ไขชื่อคณะกรรมการพิจารณาเงินอุดหนุนแก่หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างของสำนักการคลัง และ 3.เพื่อเปลี่ยนเอกสารของการไฟฟ้าและการประปา จึงเสนอเรื่องเพื่อให้สภากรุงเทพมหานครได้พิจารณา
นายนภาพล จีระกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า จุดประสงค์ที่ขอมาคือการติดตั้งประปาหัวแดง ตอนนี้ต้องยอมรับว่าในกรุงเทพฯ มีไม่เพียงพอ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้จะเป็นปัญหาในการหาแหล่งน้ำดับเพลิง ตนเป็นห่วงว่าหากเราไม่กำหนดให้ชัดเจนว่าจะนำไปอุดหนุนในเรื่องใดบ้างจะทำให้เกิดปัญหา เพราะการไฟฟ้าและการประปามีหลายภารกิจที่จะดำเนินการ จึงอยากให้ระบุให้ชัดเจนว่าในภารกิจที่ไม่ได้แสวงหากำไร เช่น ไฟส่องสว่างสาธารณะที่เราบอกว่าไม่เสียค่าไฟ มีการหักลบกลบหนี้กับเงินที่ทางกรุงเทพมหานครจะได้จากการไฟฟ้าหรือไม่
ด้านนายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า หากเป็นพื้นที่สาธารณะ การไฟฟ้าจะไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่หากแจ้งซ่อมหลอดไฟจะคิดค่าบริการ แต่หากเป็นอาคารปฏิบัติงานจะคิดค่าไฟฟ้าตามปกติ
นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง สอบถามว่าทางกรุงเทพมหานครได้ค้างค่าไฟฟ้าหรือไม่ เพราะบางครั้งประชาชนร้องเรียนให้เปลี่ยนหลอดไฟที่ชำรุด การทำงานของการไฟฟ้าในแต่ละเขตก็ไม่เหมือนกัน บางที่เร็ว บางที่ช้า
นายจักกพันธุ์ ยอมรับว่ามีการค้างค่าไฟฟ้า เพราะในอดีตทางกรุงเทพมหานครมีการจ้างการไฟฟ้ามาติดตั้งเสาไฟฟ้า ปรากฏว่า ทำใบแจ้งหนี้มาล่าช้า ทำให้ไม่สามารถใช้ได้ในปีงบประมาณ หลังจากทวงใบแจ้งหนี้ เจ้าหน้าที่คนเก่าย้ายออกไปหมด ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในปัจจุบันไม่กล้าตรวจรับงาน ไม่กล้าเข้าขบวนการเพื่อดำเนินการ กรุงเทพมหานครมอบให้สำนักการคลังเป็นผู้ติดตามเรื่องการค้างค่าใช้จ่าย ในกรณีที่หน่วยงานไหนมีปัญหาต้องพูดคุยกัน หากการไฟฟ้าหน่วยงานไหนมีปัญหาสามารถเข้ามาพูดคุยกับสำนักการคลังเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาได้
จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบญัตติ พร้อมตั้งคณะกรรมการจำนวน 9 คน ประกอบด้วย นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล, น.ส.นฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์, นายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล, น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย, น.ส.มธุรส เบนท์, น.ส.เมธาวี ธารดำรงค์, นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์, น.ส.ทรรศนีย์ พันธ์ประคุณ และนางวราภรณ์ สุขสะอาด กำหนดเวลาแปรญัตติ 15 วันทำการ และกำหนดเวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันทำการ


