วันที่ 28 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญศึกษาและพิจารณาการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ของกรุงเทพมหานคร

นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตยานนาวา ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ เปิดเผยว่าคณะกรรมการวิสามัญได้ประชุมศึกษาเรื่องดังกล่าวรวม 22 ครั้ง โดยเชิญหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครและหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในทุกมิติ ทั้งด้านเทคนิค กฎหมาย การเงิน และผลกระทบเชิงนโยบาย ก่อนสรุปเป็นข้อเสนอแนะต่อสภา กทม.
คณะกรรมการวิสามัญ เห็นว่า กทม. ควรดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยวิธีจัดซื้อจัดจ้างผ่านการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ มีความน่าเชื่อถือ และมีประสบการณ์ตรง ทั้งยังสามารถกำหนดเทคโนโลยีที่เหมาะสม และมีระยะเวลารับประกันระบบการผลิตไฟฟ้าประมาณ 10 ปี ทั้งนี้ ไม่ควรใช้รูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เนื่องจากจะทำให้ กทม. ต้องแบกรับภาระค่าไฟในระยะยาวและขาดความยืดหยุ่นด้านเทคโนโลยี
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการวิสามัญฯ เสนอให้ฝ่ายโยธาของสำนักงานเขต และสำนักการศึกษา เร่งตรวจสอบสภาพหลังคาอาคารเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. หากพบการชำรุดให้ซ่อมแซมให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าของโรงเรียนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ กทม. เร่งรัดติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในทุกหน่วยงาน เช่น อาคารราชการทุกประเภท สวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และสอดคล้องกับนโยบายพลังงานสะอาดของผู้บริหาร กทม. โดยควรประเมินความพร้อมของพื้นที่หลังคา ขนาด ความแข็งแรงของโครงสร้าง ทิศทางรับแสงแดด รวมถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละหน่วยงาน เพื่อจัดลำดับพื้นที่นำร่องในเขตที่มีความพร้อมสูงก่อน
นายพุทธิพัชร์ ยังเสนอว่าผลประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควรถูกนำไปซื้อขายเป็นคาร์บอนเครดิตกับหน่วยงานในต่างประเทศ และนำรายได้กลับมาเป็นงบประมาณสนับสนุนด้านพลังงานของ กทม. โดยไม่ควรดำเนินการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เนื่องจากไม่สามารถนำไปใช้เคลมคาร์บอนเครดิตได้
ขณะที่นายนภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย อภิปรายสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสถานที่ราชการและโรงเรียน โดยระบุว่า ในช่วงพิจารณางบประมาณที่ผ่านมา ได้ตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดว่าสถานที่ในสังกัด กทม. ควรติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัด กทม. ซึ่งมีมากกว่า 400 แห่ง แต่กลับติดข้อจำกัดจากการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับการไฟฟ้านครหลวง
นายนภาพล ชี้ว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงเรียนจะช่วยลดความร้อน ลดการรั่วซึมของน้ำ และที่สำคัญคือช่วยลดค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวัน พร้อมยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า ค่าไฟสามารถลดลงได้มากกว่ากว่าร้อยละ 70 และงบประมาณที่เหลือสามารถนำไปพัฒนาด้านอื่นของโรงเรียนได้ แทนการต้องพึ่งพาการจัดกิจกรรมระดมทุน
ด้านนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง ต้องการความชัดเจนในเรื่องตัวเลขการลงทุน ระยะเวลาคืนทุน และประสิทธิภาพของระบบในแต่ละพื้นที่ โดยตั้งคำถามว่า หากสำนักงานเขตมีค่าไฟฟ้าเดือนละประมาณ 150,000 บาท การติดตั้งโซลาร์เซลล์จะคุ้มทุนภายในกี่ปี และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
ประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ชี้แจงว่า ปัจจุบันสำนักการศึกษามีภาระค่าไฟฟ้าโรงเรียนในสังกัด กทม.จำนวน 437 โรงเรียน ปีละประมาณ 280 ล้านบาท โดยคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึกของแต่ละโรงเรียน ทั้งปริมาณการใช้ไฟฟ้าและขนาดพื้นที่ เพื่อกำหนดการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสัดส่วนประมาณ 80–90% ของการใช้จริง ซึ่งเพียงพอและไม่ก่อให้เกิดการผลิตไฟฟ้าเกินความจำเป็น
ในประเด็นความคุ้มทุน นายพุทธิพัชร์ ระบุว่า หากลงทุนในเทคโนโลยีที่มีคุณภาพจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 4–5 ปี และแม้รวมค่าบำรุงรักษาแล้วก็ไม่เกิน 10 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลารับประกันระบบ พร้อมย้ำว่า กทม. ไม่ควรผูกพันสัญญาระยะยาว 30 ปี เพราะเทคโนโลยีด้านพลังงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นายตกานต์ สุนนทวุฒิ ส.ก. เขตหลักสี่ กล่าวว่าตนเห็นด้วยกับการใช้การไฟฟ้านครหลวงมาทำ เพราะบริษัทเอกชนไม่แน่ใจว่าจะอยู่ถึง 10 ปี อย่างไรก็ตามนายตกานต์ยังมีข้อสงสัยว่ามีการกำหนดใช่หรือไม่ว่าเขาจะรับประกัน 10 ปี รวมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างเช่นแผงวงจรที่บอกว่าจุดคุ้มทุนคือ 4 ปี และ 6 ปีที่เหลือเราก็เป็นกำไรใช่หรือไม่
ด้าน รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า กทม. ให้ความสำคัญกับโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการทำ MOU กับการไฟฟ้านครหลวงในเฟสแรก ติดตั้งระบบในโรงบำบัดน้ำเสีย 8 แห่ง และขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผล พร้อมทั้งอยู่ระหว่างผลักดันความร่วมมือกับธนาคารโลก EXIM Bank และธนาคารกรุงไทย เพื่อสร้างแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว
รศ.วิศณุ ระบุว่า รูปแบบให้เอกชนลงทุนจะช่วยให้ กทม. ไม่ต้องใช้งบประมาณตั้งต้น ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และสามารถซื้อไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง โดยหลังครบสัญญาประมาณ 15 ปี เราจะสามารถใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ย้ำว่า การให้เอกชนลงทุนย่อมมีการบวกกำไรไว้ในต้นทุน และ กทม.อาจต้องแบกรับภาระค่าบำรุงรักษาในระยะยาว จึงเป็นเรื่องนโยบายที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น และบทบาทการเป็นต้นแบบของเมืองหลวง
ขณะที่นายนภาพล เสนอว่า อยากให้มีการคำนวณเงินค่าไฟต่อหน่วยว่าเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะเป็นคำตอบว่าเราควรจะลงทุนเองหรือให้เอกชนลงทุน ดังนั้นเราควรทดลองติดบางส่วนก่อนหรือไม่ แล้วมาคำนวณค่าไฟ ที่เราได้และคำนวณต้นทุนว่าจะคุ้มทุนกี่ปีจะเป็นประโยชน์ที่สุด
หลังจากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญฯ และจะส่งให้ฝ่ายบริหาร กทม. นำไปพิจารณาและดำเนินการต่อไป


