วันที่ 28 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก ครั้งที่ 4 โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตลาดกระบัง ตั้งกระทู้ถามสด เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการประกอบกิจการคลังสินค้าและลานตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่เขตลาดกระบัง

นายสุรจิตต์ กล่าวว่า ผังเมืองกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2546 ซึ่งบังคับใช้ตามกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ที่ดินประเภท ก.1 ถึง ก.3 (สีเขียว) เป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม โดยเฉพาะข้อ 26 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำและมีความเสี่ยงต่ออุทกภัย ห้ามใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจการบางประเภท รวมถึงสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับ–ส่งสินค้า หรือกิจการลานตู้คอนเทนเนอร์
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่คู่ขนานมอเตอร์เวย์และถนนฉลองกรุง ซึ่งเป็นย่านชุมชนและมีหมู่บ้านประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก กลับพบการตั้งตู้คอนเทนเนอร์จำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 ตู้ และยังมีอีกหลายจุดในพื้นที่ใกล้เคียง จึงตั้งคำถามว่ากรุงเทพมหานครอนุญาตให้ประกอบกิจการได้อย่างไร ทั้งที่มีกฎหมายและผังเมืองชัดเจน
นายสุรจิตต์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาที่ตามมาคือถนนชำรุดเสียหายจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งไม่สามารถซ่อมแซมได้อย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายเส้นเลือดฝอยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เนื่องจากงบประมาณสามารถปรับปรุงได้เพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีรถเทรลเลอร์จอดริมถนน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากไม่มีไฟส่องสว่าง รวมถึงปัญหาฝุ่น มลพิษทางอากาศและเสียงดังรบกวนตลอดเกือบ 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงสอบถามว่ากรุงเทพมหานครมีมาตรการหรือแนวทางแก้ไขอย่างไร
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญของเขตลาดกระบัง เนื่องจากเป็นพื้นที่หลักของไอซีดี (ICD) ทำหน้าที่รองรับตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือแหลมฉบังผ่านระบบราง เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ตามแนวคิดลดการใช้ท่าเรือคลองเตย
จากข้อมูลที่เขตแจ้งมา ปัจจุบันมีการประกอบกิจการลานจอดตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 10 แห่ง และเมื่อพิจารณาตามผังเมือง พบว่ามีบริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่ประเภท ก.1 จำนวน 5 แห่ง ซึ่งเขตได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและได้ดำเนินการแล้ว โดยในเดือนมิถุนายน 2568 ได้เรียกบริษัทเข้าชี้แจง และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ได้มีคำสั่งให้ระงับการใช้พื้นที่ตามกฎหมายผังเมือง
อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์ ขณะนี้สำนักผังเมืองได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์แล้ว หากมีคำวินิจฉัยออกมา จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการบังคับใช้กับทุกบริษัทในพื้นที่สีเขียวต่อไป โดยในระยะยาวต้องรอผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ชัดเจนก่อน
สำหรับปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue ประมาณ 17 เรื่อง ครอบคลุมปัญหาเสียง แสง และฝุ่นละออง ซึ่งขณะนี้กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข แจ้งให้ผู้ประกอบการควบคุมการดำเนินงานไม่ให้ก่อความเดือดร้อนรำคาญ และจะกวดขันลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถูกถามถึงแนวทางแก้ไขระยะยาว นายชัชชาติ กล่าวว่า ประเด็นแรกคือการเร่งรัดผลการพิจารณาคำอุทธรณ์ด้านผังเมือง เพื่อกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน หากคำวินิจฉัยระบุว่าห้ามวางตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ประเภทนี้ ก็จะสามารถบังคับใช้กับอีก 5 จุดได้ทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้กิจการลานสะสมตู้บรรจุสินค้าเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่งผลให้กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องออกข้อบัญญัติเพื่อควบคุมกิจการดังกล่าว โดยขณะนี้สำนักอนามัยอยู่ระหว่างการจัดทำร่างข้อบัญญัติ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภากรุงเทพมหานครต่อไป พร้อมทั้งต้องมีการติดตามและมอนิเตอร์อย่างเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง
ในช่วงท้าย นายสุรจิตต์ เสนอเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครยังไม่มีรูปแบบหนังสือคำสั่งหรือหนังสือแจ้งเกี่ยวกับการบังคับใช้ผังเมืองอย่างเป็นมาตรฐาน ต่างจากกรณีควบคุมอาคารที่มีรูปแบบชัดเจน ทำให้แต่ละเขตใช้แนวทางแตกต่างกัน จึงขอฝากให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พิจารณาจัดทำรูปแบบหนังสือเกี่ยวกับการบังคับใช้ผังเมืองให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย


