กทม. จับมือ UN-Habitat ดันแนวคิด “บ้านเย็น” เล็งชุมชนเปราะบางนำร่องรับมือวิกฤตโลกร้อน

(7 ก.ย. 69) เวลา 13.00 น. นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมหารือกับผู้แทนจาก UN-Habitat ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน “โครงการการเสริมสร้างศักยภาพการปรับตัวด้วยที่อยู่อาศัยและชุมชนที่มีภูมิคุ้มกันต่อความร้อนในเมืองของประเทศไทย” พร้อมเสนอแนะแนวทางและความเป็นไปได้ในการคัดเลือกชุมชนนำร่องที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความร้อนสุดขั้ว โดยเฉพาะพื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพมหานครที่มีภาวะเกาะความร้อนเมืองสูง และคาดว่าวันอากาศร้อนจัดจะเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในปี 2593 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในชุมชนแออัดที่บ้านเรือนสร้างด้วยวัสดุที่สะสมความร้อน โครงการฯ จึงมุ่งนำมาตรการปรับตัวเชิงรับ (Passive Cooling) สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น และพื้นที่สีเขียวมาใช้อย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ที่อยู่อาศัยที่มีอยู่เดิมทุกประเภทในประเทศไทย รวมถึงชุมชนโดยรอบและการพัฒนาในอนาคต มีภูมิคุ้มกันต่อความร้อนมากขึ้น ตามวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ ได้แก่ 1. เสริมสร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านความเปราะบางต่อความร้อนและแนวทางการปรับตัว 2. ลดความเปราะบางของชุมชนเมืองผ่านมาตรการด้านที่อยู่อาศัยและชุมชนทนความร้อน และ 3. เสริมสร้างกลไกด้านการเงิน สถาบัน และตลาด เพื่อการขยายผลอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการนี้ มีพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายเป็นชุมชนและที่อยู่อาศัย ครอบคลุมพื้นที่บ้านมั่นคงและการเคหะแห่งชาติ รวมถึงการปรับปรุงบ้านต้นแบบ 1,750 หน่วย และพื้นที่สาธิตระดับชุมชน 60 แห่ง โดยกำหนดเงื่อนไขผู้รับความช่วยเหลือเป็นผู้มีรายได้ต่ำหรือมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนไร้ที่พึ่ง และครอบครัวที่มีภาวะพึ่งพิงสูง

การประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเผชิญภาวะเกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island) และความเสี่ยงจากวันอากาศร้อนจัดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในปี 2593 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในชุมชนแออัดที่มีรายได้ไม่เกิน 3,000 บาท/คน/เดือน รวมถึงเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีภาวะพึ่งพิง

โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการนำมาตรการปรับตัวเชิงรับ (Passive Cooling) สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น และการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) มาใช้อย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้ตั้งแต่ 10–70% เช่น การติดตั้งพัดลมดูดอากาศ ม่านบังแดด ฟิล์มกรองแสง การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และระบบสปริงเกอร์

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือครอบคลุมถึงองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การประเมินและจัดทำคลังแนวทางแก้ไข เพื่อรวบรวมเทคโนโลยีและจัดทำ “คู่มือการปรับปรุงบ้านเย็น” 2. โครงการนำร่องโดยชุมชน เพื่อลงมือปรับปรุงที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณะต้นแบบ 3. กองทุนการเงินเพื่อการปรับตัว เพื่อพัฒนาโมเดลทางการเงินและจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน (Earmarked Fund) ร่วมกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนแก่กลุ่มเปราะบาง และ 4. การจัดการความรู้และนโยบาย โดยจัดทำคู่มือระดับชาติ (National Handbook) เพื่อขยายผลเชิงนโยบายต่อไป

ทั้งนี้ รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้เสนอแนะแนวทางต่อผู้แทนจาก UN-Habitat ในด้านการเลือกพื้นที่นำร่อง ซึ่งอาจเป็นชุมชน ศูนย์เด็กเล็ก หรือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ที่เพิ่งประสบอัคคีภัย เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม และทำให้ผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำถึงการเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยและมีความคุ้มค่ามากที่สุด

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เพื่อเตรียมยื่นหัวข้อโครงการต่อกองทุนเพื่อการปรับตัว ก่อนจัดทำข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ (Full Proposal) ในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ในช่วงกลางปี 2570

ในการนี้ ผู้แทนจากสำนักพัฒนาสังคม สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักงานการต่างประเทศ และสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย ได้ร่วมประชุม ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า

#กทม #UNHabitat #ClimateAction #Adaptation #Mitigation

แชร์ข่าว:

กรุงเทพฯ มีอะไร อัพเดทข่าวสารฉับไว กิจกรรมที่น่าสนใจ และมีส่วนร่วมได้ รวมไว้ให้ที่นี่

©2022 สงวนลิขสิทธิ์ กรุงเทพมหานคร

สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร 173 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กทม. 10200