กทม. รับบทเรียนระบบโรงพยาบาลล่ม เดินหน้า Active to Active ตั้งเป้ากู้ระบบใน 4 ชั่วโมง

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.10 น. ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยสาม (ครั้งที่ 2) โดยมีนายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาญัตติของนายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครกำหนดมาตรการรองรับการให้บริการผู้ป่วยกรณีเครือข่ายระบบสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครไม่สามารถใช้งานได้

นายกิตติพงศ์ กล่าวว่า ตนเคยอภิปรายเรื่องซอฟต์แวร์ที่โรงพยาบาลในสังกัด กทม. 11 โรงพยาบาล ที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการเดียวกันคือบริษัท A เป็นผู้รับเหมารายเดียวที่ดูแลระบบ e-PHIS ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานโรงพยาบาลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่เมื่อวันที่ 6-7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลในเครือข่ายเกิดล่ม ทำให้ผู้ไปหาหมอไม่สามารถใช้บริการได้ บุคลากรทางการแพทย์ถูกต่อว่า โดยวันนี้ตนมีคำถามที่อยากฝากไปยังฝ่ายบริหาร คือ อยากฟังแนวทางว่าฝ่ายบริหารจะยังใช้บริการ Linux อีกนานแค่ไหน หากจะเปลี่ยนแล้วใช้กติกาเดิม เจ้าเดิมก็ยังได้เปรียบ

นายกิตติพงศ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลที่กำลังจะเกิดใหม่ 3 แห่ง คือ เขตทุ่งครุ เขตสายไหม และภาษีเจริญ ซึ่งตนกลัวว่าทั้ง 3 โรงพยาบาลนี้จะยังต้องใช้ซอฟต์แวร์จากผู้ให้บริการรายเดิมหรือไม่ ยากอย่างไรที่จะเปลี่ยนจากผู้ให้บริการรายเดิมมาเป็นผู้ให้บริการรายใหม่ ทั้งนี้ ในสมัยที่แล้วตนเคยอยู่ในคณะกรรมการสามัญดิจิทัลฯ เราเคยมีการพูดกันว่าเวลามีการส่งซอร์สโค้ด (Source Code) จะต้องมีการทดสอบด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าโครงการนี้ไปถึงไหนแล้ว เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือมีการส่งซอร์สโค้ดมาแล้วแต่นำไปใช้งานต่อไม่ได้ เรามีเพียงแอปพลิเคชันเดียวที่รวมโรงพยาบาลไว้ที่เดียวทั้งหมด จะมีการแก้ไขหรือไม่ หรือจะมีอะไรที่สามารถเชื่อมต่อกับทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ได้หรือไม่

ด้านนายกันตพงศ์ ดีชัยยะ ส.ก.เขตตลิ่งชัน อภิปรายสนับสนุนญัตติของนายกิตติพงศ์ ว่า วันที่เกิดเหตุระบบที่ล่ม ผู้ป่วยนอก (OPD) ไม่สามารถตรวจได้ ทำให้ต้องเขียนประวัติลงในกระดาษ ที่แย่กว่านั้นคือผู้ป่วยที่แอดมิตอยู่ หรือผู้ป่วยใน (IPD) คุณหมอก็ไม่มีข้อมูลเลยว่าผู้ป่วยแต่ละเตียงเคยได้รับยาอะไรบ้าง แล็บเป็นอย่างไร หมอไม่สามารถส่งแล็บและไม่สามารถเอกซเรย์ได้ ดังนั้น เหตุการณ์เช่นนี้ผู้บริหาร กทม. ต้องมีแนวทางที่ชัดเจนว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ท่านจะมีระบบการดึงข้อมูลอย่างไรบ้างเพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ได้ ไม่เช่นนั้นหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับระบบสาธารณสุขของกทม. ก็จะทำให้เสียชื่อ

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงกรณีระบบ e-PHIS ขัดข้อง ส่งผลกระทบต่อการให้บริการของโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครว่า สาเหตุเกิดจากระบบคลาวด์และเซิร์ฟเวอร์เดิมไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ต้องสลับการทำงานเข้าสู่ระบบสำรองตามแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) โดยสำนักการแพทย์ได้เตรียมศูนย์ข้อมูลสำรองไว้ที่โซนแจ้งวัฒนะและโซนรัชดา พร้อมสวิตช์ระบบเวชระเบียนและการรักษาเข้าสู่การทำงานแบบแมนนวลภายใน 30 นาที อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักเกิดขึ้นที่ระบบห้องปฏิบัติการ (Lab) และระบบจ่ายยา ทำให้ขั้นตอนการรักษาบางส่วนล่าช้ากว่าปกติ

รศ.ทวิดา ยืนยันว่า ผู้ป่วยใน (IPD) ไม่ได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัยในการรักษา แม้การเรียกดูข้อมูลและขั้นตอนการอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านจะใช้เวลานานขึ้น แต่ไม่ได้กระทบต่อคุณภาพการรักษา โดยโรงพยาบาลที่ระบบไม่ล่มได้รับผลกระทบน้อยกว่าโรงพยาบาลที่ระบบขัดข้องทั้งหมด สำหรับมาตรการรองรับหากระบบหลักมีปัญหา จะมีการสวิตช์ไปยังระบบสำรองที่ต้องมีศักยภาพเทียบเท่าระบบหลัก พร้อมดำเนินการสำรองข้อมูลทั้งในส่วนของสำนักการแพทย์และสำนักอนามัย เพื่อให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้โดยไม่เกิดการสูญหาย

รศ.ทวิดา กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากระบบ e-PHIS ขัดข้อง ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ทั้ง 14 แห่ง รวมถึงแอปพลิเคชัน “หมอ กทม.” หลังอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลของ JasTel Cloud เสียหายพร้อมกัน 2 หน่วย ทำให้ต้องสลับไปใช้ระบบสำรองที่ศูนย์กู้คืนข้อมูล (DR Site) แต่ไม่สามารถรองรับปริมาณการใช้งานจำนวนมากได้ จึงเกิดความล่าช้าและระบบล่มเป็นช่วง ๆ ภายหลัง กทม. ได้ทยอยย้ายระบบทั้งหมดไปยัง Tencent Cloud และกู้คืนระบบใหม่ทั้งหมด แม้เดิมตั้งเป้าให้ระบบกลับมาใช้งานได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง แต่ใช้เวลานานกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม ได้ตรวจสอบแล้วไม่พบข้อมูลผู้ป่วยรั่วไหลหรือสูญหาย และปัจจุบันระบบกลับมาให้บริการตามปกติแล้ว

รศ.ทวิดา กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ กทม. เตรียมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเป็นระบบ Active to Active เพื่อให้สามารถสลับการทำงานระหว่างศูนย์ข้อมูลได้ทันที หากระบบหลักขัดข้อง โดยจะกระจายศูนย์ข้อมูลไปยังศูนย์ข้อมูลแจ้งวัฒนะ ศูนย์ข้อมูลหัวหมาก และศูนย์กู้คืนข้อมูลบางนา เพื่อลดความเสี่ยงจากการล่มของระบบ พร้อมกำหนดข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ให้สามารถกู้คืนระบบได้ภายใน 4 ชั่วโมง และกำหนดให้ข้อมูลสูญหายได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ส่วนการแก้ไขปัญหาระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครล่ม รศ.ทวิดา ระบุว่า กทม. อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพื่อคำนวณค่าปรับและค่าเสียหายจากเหตุขัดข้อง เนื่องจากผู้รับจ้างมีเงื่อนไขต้องรับผิดชอบหากไม่สามารถให้บริการได้ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบบันทึกข้อมูลและรายการจ่ายยาที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากในวันเกิดเหตุมีการผ่อนผันขั้นตอนบางส่วน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับยาและกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้โดยเร็ว ก่อนสรุปมูลค่าความเสียหายทั้งหมดและจัดทำรายงานเสนอให้สภากรุงเทพมหานครรับทราบ

นพ.กมลรัชฎ์ จงธนากร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เหตุระบบล่มเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วยและโรงพยาบาล โดยยืนยันว่าการจัดทำระบบเป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองข้อมูลผู้ป่วย

นพ.กมลรัชฎ์ ระบุว่า การส่งมอบซอร์สโค้ดและการจัดเก็บข้อมูลต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมย้ำว่าเป้าหมายของการจัดจ้างระบบใหม่คือการรักษาฐานข้อมูลให้สามารถนำกลับมาใช้งานและให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

ด้านนายกิตติพงศ์ ตั้งคำถามถึงแผนป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยระบุว่าไม่ต้องการเห็นโรงพยาบาลทั้ง 14 แห่งของกทม. กลับไปใช้ระบบเดิม พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าประชาชนจะสามารถกลับมาเชื่อมั่นในระบบบริการได้เมื่อใด

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวมีรายละเอียดด้านเทคนิคจำนวนมาก จึงเห็นว่าควรจัดทำคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ข้อมูลมีความครบถ้วนและรอบคอบ

ขณะที่ นพ.กมลรัชฎ์ อธิบายว่า ปัจจุบันระบบได้ย้ายไปใช้คลาวด์ใหม่ที่มีมาตรฐานรองรับ พร้อมจัดทำ Disaster Recovery Site (DR Site) สำหรับสำรองข้อมูล โดยมีการสำรองข้อมูลทุก 24 ชั่วโมง และสามารถกู้คืนระบบผ่านโครงสร้าง Public Link พร้อมกำหนดมาตรฐานการให้บริการ (SLA) ให้สามารถกู้คืนระบบภายใน 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ สำนักการแพทย์มีแผนพัฒนาระบบสำรองข้อมูลแบบ Active to Active ซึ่งหากระบบหลักขัดข้อง ระบบสำรองจะทำงานทันที ลดความเสี่ยงที่บริการจะหยุดชะงัก และช่วยให้โรงพยาบาลทั้ง 14 แห่งสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

นายกิตติพงศ์ กล่าวว่า ตนอยากฟังว่าในอนาคตจะมีวิธีการ หรือแนวทางใดบ้างที่จะมีผู้ให้บริการนอกจากผู้ให้บริการ A

นพ.กมลรัชฎ์ ชี้แจงว่า ในส่วนของผู้รับจ้างนั้น สำนักการแพทย์อยากได้เจ้าใหม่ ๆ ซึ่งเราพยายามเปิดกว้างและเปิดให้มากที่สุด แต่ด้วยกระบวนการทางพัสดุต้องเรียนว่าเราสามารถทำได้เท่านี้ แม้จะพยายามหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสริม แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนเจ้า โดยในปีที่ผ่านมาเราเปิดประมูลไป 2 รอบ ก็ไม่มีเจ้าอื่นมายื่น มีมายื่นอยู่เพียงเจ้าเดียว หากจะมีวิธีใดที่ทำให้เราสามารถหาเจ้าใหม่ได้โดยที่ไม่ผิดระเบียบ ไม่ผิดข้อบัญญัติเรื่องพัสดุ เราก็อยากทำ

นายกิตติพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ได้รับคำตอบที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่อยากให้กำลังใจฝ่ายบริหารที่ดูแลเรื่องนี้ และอยากฝากว่าภายใน 4 ปีนี้ เราไม่อยากให้มีผู้ให้บริการอยู่แค่รายเดียว และอีก 3 โรงพยาบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งตามไทม์ไลน์น่าจะสร้างเสร็จภายในสมัยผู้ว่าฯ คนนี้ แต่ก็อยากให้มีผู้ให้บริการ 2-3 เจ้า และมีมาตรฐานกลางที่เอื้อต่อการแข่งขัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบญัตติดังกล่าว และจะส่งให้ฝ่ายบริหารดำเนินการต่อไป

แชร์ข่าว:

กรุงเทพฯ มีอะไร อัพเดทข่าวสารฉับไว กิจกรรมที่น่าสนใจ และมีส่วนร่วมได้ รวมไว้ให้ที่นี่

©2022 สงวนลิขสิทธิ์ กรุงเทพมหานคร

สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร 173 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กทม. 10200