(15 พ.ค. 69) นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กทม. ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “อโศกโมเดล” ร่วมกับภาคีเครือข่ายจาก กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทีม Mayday! และ Grab ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ถนนอโศกมนตรี เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าวว่า กทม. มีแนวคิดยกระดับถนนอโศกมนตรีผ่านโครงการ “อโศกโมเดล” เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ที่มีผู้สัญจรหนาแน่นและมีหน่วยงานเกี่ยวข้องหลายส่วน จึงมีการประชุมหารือร่วมกันโดยมุ่งเน้นการปรับปรุงทางเท้า ทางข้าม สาธารณูปโภค และระบบขนส่งสาธารณะไปพร้อมกัน เพื่อยกระดับให้ย่านนี้ “เดินได้ เดินดี และน่าเดิน” อย่างปลอดภัย อาทิ การติดตั้งสัญญาณไฟแบบกดปุ่มและโครงการ “ธงแดง” เพื่อส่งสัญญาณให้รถชะลอหรือหยุดให้คนข้าม รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูลป้ายรถเมล์ดิจิทัลแบบ Real-time และการปรับปรุงศาลารอรถเมล์เพื่อความสะดวกในการเดินทาง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มทางเลือกอย่างทางเดินเลียบคลองแสนแสบและโครงการ Bike Sharing เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว
“เป้าหมายของเราคือ ‘อุบัติเหตุต้องเป็นศูนย์’ เราจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับเรื่องอุบัติเหตุ หากมีเหตุเกิดขึ้นเราต้องหาสาเหตุและวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ซึ่งอโศกโมเดลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่เราอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยเรามีเป้าหมายที่จะขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานและสร้างความปลอดภัยให้กับทุกคนอย่างแท้จริง” รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าว
ด้าน พันตำรวจเอกกัมพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลมีนโยบายสร้างวินัยใหม่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน โดยนำหลักการ “ทางม้าลายควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย” มาสร้างแนวทางปฏิบัติที่จำง่ายผ่านเครื่องมืออย่าง “ธงแดง” ซึ่งมีหลักคิดสำคัญคือ สำหรับคนข้ามต้องปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอน “หยุด มอง ยก ข้าม” คือหยุดก่อนลงถนน มองรถให้ถ้วนถี่ ยกมือหรือยกธงเพื่อส่งสัญญาณ และข้ามอย่างปลอดภัย ในขณะที่ฝั่งคนขับต้องยึดหลัก 3 ขั้นตอน “ชะลอ เห็น หยุด” คือชะลอเมื่อถึงทางข้าม สังเกตสัญญาณรอบข้างให้ชัดเจน และหยุดรถสนิทเพื่อให้ทางคนข้าม เพื่อเปลี่ยนทางม้าลายจากพื้นที่เสี่ยงภัยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
รองศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์ สรสัณห์ รังสิยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ในย่านอโศกมีทั้งนักเรียน นิสิต และบุคลากรรวมกว่า 30,000 คน ที่ต้องใช้ชีวิตและสัญจรในพื้นที่นี้เป็นประจำ การที่กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานทางเดินและความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการมาโดยตลอด ซึ่งความสำเร็จของอโศกโมเดลในครั้งนี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทำให้ย่านอโศกกลายเป็นย่านที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน
กรุงเทพมหานคร มีแนวคิดจัดกิจกรรม “อโศกโมเดล” ขึ้นโดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างกรุงเทพมหานคร กับภาคีเครือข่ายสุขอโศก และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการยกระดับพื้นที่ย่านอโศก – สุขุมวิท ให้เป็นย่านน่าอยู่ น่าทำงาน และปลอดภัย ผ่านแนวทางต่าง ๆ เพื่อต้องการให้ถนนเส้นนี้เป็นตัวอย่างในการเดินทางที่ปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการเดินทางเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ ภายใต้แนวคิด “First-Mile/Last-Mile” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมีการพัฒนาศาลาที่พักผู้โดยสาร จุดจอดรถโดยสาร และทางเชื่อมสำคัญ อาทิ Covered Walkway ตลอดจนเส้นทางจักรยานเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล และเปลี่ยน “การใช้รถ” จากความจำเป็นให้กลายเป็น “ทางเลือก” ในการเดินทาง
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีศาลาและจุดจอดรวมทั้งสิ้น 2,528 แห่ง แบ่งเป็นศาลาที่พักผู้โดยสารในช่วงปี 2566–2568 จำนวน 196 แห่ง ศาลาปรับปรุงรักษา 1,641 แห่ง และศาลาให้สิทธิ 691 แห่ง พร้อมทั้งเตรียมพัฒนาศาลาที่พักผู้โดยสารรูปแบบใหม่รวม 350 แห่ง ซึ่งติดตั้งแล้ว 50 แห่ง
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนติดตั้ง “ป้ายหยุดรถโดยสารดิจิทัลเสาเดี่ยว” จำนวน 500 จุดทั่วกรุงเทพมหานครภายในปี 2569 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการเดินทางแบบ Real-time จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) Thai Smile Bus (TSB) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) มาไว้ในจุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยป้ายเสาเดี่ยวรูปแบบใหม่นี้ จะมีจอแสดงการมาถึงของรถประจำทางในแต่ละสาย พร้อมข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อุณหภูมิ และการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีการแสดงข้อมูลโครงข่ายเส้นทางรถประจำบริเวณด้านล่างของป้ายอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น รวมถึงรู้เวลาแน่นอนในการรอรถประจำทาง อีกทั้งยังออกแบบให้มีป้ายเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าสาธารณะ และแบบติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ใช้งานในแต่ละจุด และช่วยสนับสนุนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้สะดวกและเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น กรุงเทพมหานครยังมีความร่วมมือกับทีม MAYDAY! Grab และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าปรับปรุงป้ายรถเมล์รูปแบบเดิม จำนวนอีก 600 จุดในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน เพื่ออัปเดตข้อมูลเส้นทางรถเมล์ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน พร้อมทดแทนป้ายชุดเดิมที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ซึ่งจัดทำข้อมูลและออกแบบโดยทีม MAYDAY! ภายใต้แนวคิด User-Centric ที่อ้างอิงจากพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้งานจริง ผสานกับข้อมูลเส้นทางเดินรถที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนข้อมูลเส้นทางที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบ Route Box (ข้อมูลเส้นทางแสดงแบบเดี่ยว) สำหรับจุดที่มีรถเมล์ผ่านไม่มาก และรูปแบบ Route Map (โครงข่ายแผนที่เส้นทาง) สำหรับจุดสำคัญหรือจุดที่มีรถเมล์ผ่านจำนวนมาก หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก พร้อมแผนที่บริเวณโดยรอบ (Area Map) ที่ด้านหลังป้าย แสดงสถานที่สำคัญ ถนนและซอย ในระยะการเดินต่อจากป้าย 5 นาที เพื่อช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางได้สะดวกและมั่นใจมากขึ้น ปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 100 ป้ายในพื้นที่นำร่อง เช่น สี่พระยา รามคำแหง เจริญกรุง และพระราม 4 และคาดว่าจะติดตั้งครบทั้งสองรูปแบบจำนวน 600 จุดภายในเดือนมิถุนายนนี้ เมื่อรวมกับโครงการอื่นของกรุงเทพมหานคร จะมีป้ายรถเมล์พร้อมข้อมูลเส้นทางรวมทั้งหมด 1,400 จุดทั่วเมือง
โดยบริเวณถนนอโศกมนตรี กรุงเทพมหานคร ได้ปรับปรุงทางข้ามม้าลาย เพื่อลดอุบัติเหตุ และปรับปรุงป้ายศาลาและป้ายหยุดรถโดยสาร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับปรุงป้ายบริเวณถนนอโศก 2 จุด ดังนี้ จุดที่ 1 อาคารเสริมมิตร (ตรงข้ามตึกชิโนไทย) จุดที่ 2 แยกสุขุมวิท-อโศก (เทอร์มินอล 21) คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปลายปี 2569 พร้อมเพิ่มโครงการจักรยานสาธารณะ BMA Bike Sharing เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงจักรยานได้ง่ายขึ้น และใช้เดินทางแทนการใช้รถยนต์หรือรถสาธารณะได้
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ถนน โดยเฉพาะบริเวณทางข้าม ได้ปรับปรุงทางข้าม ในปี 2569 ทั้งหมด จำนวน 3,123 แห่ง โดยปรับปรุงทางข้ามสีเทอร์โบพลาสติก (สีขาว) จำนวน 1,018 แห่ง และปรับปรุงทางข้ามสีโคลด์พลาสติก (สีแดง) จำนวน 2,105 แห่ง จุดไฟกระพริบเตือนทางข้าม จำนวน 1,024 แห่ง และแบบทางข้ามไฟกดปุ่ม จำนวน 353 แห่ง อีกทั้งได้มีการปรับปรุงทางข้าม ในรูปแบบการยกระดับทางข้าม (Raised Crosswalk) เพื่อชะลอความเร็วรถอัตโนมัติ เพิ่มความปลอดภัยคนข้าม ยกระดับทางข้าม ให้มองเห็นชัดขึ้น ลดอุบัติเหตุในพื้นที่ชุมชนและหน้าโรงเรียน และรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุและผู้ใช้วีลแชร์ ช่วยจัดระเบียบการสัญจรให้ปลอดภัยมากขึ้น เพิ่มความต่อเนื่องของทางเท้า ทำให้เมืองเดินง่ายขึ้น และรูปแบบการเพิ่มอุปกรณ์จราจร (เกาะพักคอย) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้คนข้ามถนนหลายช่องจราจร มีพื้นที่พักคอยกลางทาง ลดความเสี่ยงจากรถสวน ช่วยให้ข้ามถนนได้เป็นจังหวะ ไม่ต้องรีบข้ามรวดเดียว และเพิ่มการมองเห็นผู้ข้ามถนนให้ชัดเจนขึ้น เหมาะกับถนนกว้าง พื้นที่ชุมชน และหน้าโรงเรียน ช่วยชะลอความเร็วรถบริเวณทางข้ามได้ดีขึ้น
โดยในงานวันนี้ กรุงเทพมหานครได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการดำเนินงานรณรงค์ พร้อมมอบ “ธงแดง” เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ “หยุดให้คนข้าม” เตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวัง ชะลอความเร็ว และหยุดให้คนข้ามถนนอย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ กรุงเทพมหานครได้ติดตั้งกล่องใส่ธงแดงและธงแดงแล้วเสร็จ จำนวน 15 จุด ในจุดทางข้ามหน้าสถานศึกษาและโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพมหานคร
ที่สำคัญ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ยังร่วมสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยบริเวณทางข้าม ผ่านการกวดขันวินัยจราจร การบังคับใช้กฎหมาย และการส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ชะลอความเร็วเมื่อเข้าใกล้ทางข้าม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามสโลแกน “หยุด มอง ยก ข้าม” ด้วย
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบังคับใช้กฎหมาย การสื่อสารรณรงค์ และการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ประชาชนสามารถ “เดินได้ เดินดี และเดินอย่างปลอดภัย” อย่างแท้จริง


