“ในโลกที่เปลี่ยนไปแบบนี้ เรามีการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ มากมาย บางทีการเรียนการสอนเราไม่ต้องมาเรียนจากครูอย่างเดียวแล้ว ซึ่งกรุงเทพมหานครเรามีเอกชน มีผู้ใจบุญ มีผู้รู้หลายฝ่ายที่อยากให้ความร่วมไม้ร่วมมือเยอะ โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือการจับมือกับทุกภาคส่วนเปิดโรงเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดห้องเรียนวิชานอกห้องเรียนหลังเลิกเรียน หรือจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและด้านทักษะชีวิตตามความสนใจของตนเอง สำหรับกิจกรรมการอบรมนักเรียนการใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยในครั้งนี้ เชื่อว่าน้อง ๆ คงจะได้รับประโยชน์มากมาย อยากให้พวกเรานำเรื่องนี้ไปขยายต่อ สรุปเนื้อหาวันนี้ผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อให้ทุกคน ได้แก่ เพื่อนผองที่ไม่ได้มาเรียน และผู้ปกครอง ได้รู้ว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้าง เพราะความรู้ในเรื่องความปลอดภัยทางดิจิทัลเป็นเรื่องที่ยังใหม่ มีความสำคัญต่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในการเรียนรู้และร่วมไม้ร่วมมือกันป้องกันภัยทางออนไลน์ที่อาจเกิดขึ้นต่อไป” นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ของโรงเรียนคลองทวีวัฒนา จำนวนกว่า 90 คน ที่เข้ารับการอบรมการใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัย ภายใต้โครงการ dtac Safe Internet ณ โรงเรียนคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา วันนี้ (9 ม.ค. 66)
สำหรับโครงการ dtac Safe Internet เป็นโครงการที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ผนึกกำลังร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต หรือ TICAC เพื่อจัดอบรมให้ความรู้นักเรียนในสังกัด กทม. หลังข้อมูลชี้เด็กไทยเสี่ยงตกเป็นเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในโลกออนไลน์ (Online Child Sexual Exploitation) สูงถึง 20% สัดส่วนผู้กระทำผิดสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งความรุนแรงของภัยการแสวงหาประโยชน์และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์เป็นภัยคุกคามที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) มีวาระให้บรรจุอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ภายในปี 2573 ดังข้อต่อไปนี้ ข้อ 5.2 ขจัดความรุนแรงทุกรูปแบบที่มีต่อผู้หญิงและเด็กหญิงทั้งในที่สาธารณะและที่รโหฐาน รวมถึงการค้ามนุษย์ การกระทำทางเพศ และการแสวงประโยชน์ในรูปแบบอื่น และข้อ 16.2 ยุติการข่มแหง การใช้หาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง การค้ามนุษย์ และความรุนแรงและการทรมานทุกรูปแบบที่มีต่อเด็ก
โดยการอบรมในวันนี้ เป็นการสร้างความตระหนักรู้ เน้นการป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ ตกเป็นเหยื่อ สาระสำคัญในการอบรมประกอบด้วย การยึดหลัก 3ไม่ คือ ไม่โชว์ ไม่แชะ ไม่แชร์ ซึ่งรูปแบบการเข้าหาของคนร้ายแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ หลอกจะให้เงิน ชวนเป็นดารา ชวนให้แก้ผ้า และท้าให้เปิดกล้อง เมื่อคนร้ายได้ภาพไปแล้วก็จะนำภาพมาแบล็กเมล (blackmail) เพื่อแสวงหาประโยชน์จากเด็กในภายหลัง ทั้งนี้ หากเด็ก ๆ เกิดพลาดหรือตกเป็นเหยื่อไปแล้ว ให้ดำเนินการดังนี้ 1. อย่าลบประวัติการพูดคุย พร้อมเก็บหลักฐานเพื่อส่งให้ตำรวจติดตามจับกุม 2. อย่าปิดโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ตำรวจสามารถหาตัวคนร้ายได้ 3. อย่าไปอวดว่าไปแจ้งตำรวจแล้ว เพราะคนร้ายจะไหวตัว และ 4. อย่าปิดบังผู้ปกครอง พร้อมแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดำเนินการต่อไป โดยสามารถแจ้งทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.คลิปหลุดทำไง.com
● TICAC เผยสถิติสื่อลามกเด็กในไทย มุ่งให้สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้เด็กก่อนเกิดเหตุบานปลาย
พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผู้กำกับการกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต ในฐานะผู้ปฏิบัติงานใน TICAC กล่าวว่า ถ้าดูจากสถิติที่ได้รับรายงานจากศูนย์เพื่อเด็กหายและถูกฉวยผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCMEC) พบว่า ตั้งแต่ปี 2562 ประเทศไทยได้รับรายงานการตรวจพบสื่อลามกอนาจารเด็กเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยในปี 2562 พบ 117,213 รายงาน ในปี 2563 พบ 396,049 รายงาน ในปี 2564 พบ 586,582 รายงาน และในปี 2565 พบ 523,169 รายงาน ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน พบว่า เว็บมืดซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการแสวงผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กในไทยยังมีการเติบโตสูงถึง 5 เท่า
นอกจากนี้ จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่า คนร้าย 1 คน สามารถสร้างความเสียหายต่อเหยื่อที่เป็นเด็กได้ถึง 1,000 คน โดยเด็กถึง 20% มีโอกาสตกเป็นเหยื่อจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศออนไลน์ และเมื่อตกเป็นเหยื่อแล้ว พบว่า 56% ของเด็กเลือกที่จะไม่บอกใคร ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและไม่เท่าเทียมทางรายได้ยังส่งผลให้เด็กและเยาวชนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผลิตและเผยแพร่ภาพหรือวิดีโอทางเพศด้วยตัวเอง เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินหรือสิ่งของต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายไทย ความผิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ตำรวจไม่สามารถแจ้งความผิดต่ออาชญากรได้ในขั้นตอนแสวงหา ไม่ว่าจะเป็นการสอดส่องพฤติกรรมตัวตนและความชอบของเหยื่อ (Cyber Stalking) การสร้างความเป็นมิตร เข้ามาตีสนิทให้เด็กตายใจเพื่อล่วงละเมิดทางเพศในภายหลัง (Child Grooming) รวมถึงบทสนทนาว่าด้วยเรื่องเพศ (Sexting) ดังนั้น การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้เด็กด้วยองค์ความรู้ รู้จักระแวดระวังและแนวทางการรับมือกับปัญหาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเกิดเหตุบานปลายขึ้น ซึ่งอาชญากรไซเบอร์นั้นจะเก็บภาพเหยื่อไว้บนออนไลน์ (Digital footprint) ซึ่งยากต่อการลบให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง
● กทม. เข้ม ป้องกันการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กในโลกออนไลน์
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้งสิ้น 437 โรงเรียน ครอบคลุม 50 เขต มีนักเรียนรวม 261,160 คน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ร่วมมือกับ dtac Safe Internet ในการอบรมความรู้ด้านความปลอดภัยในการใช้งานออนไลน์ ให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครอายุระหว่าง 11 – 13 ปี (ป.5 – 6) จำนวน 50 โรงเรียน กว่า 10,000 คน ผ่านคาบเรียน “BMA x dtac Safe Internet School Tour” เพื่อให้มีองค์ความรู้และภูมิคุ้มกันต่อภัยการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กในโลกออนไลน์ (Online Child Sexual Exploitation) เข้าใจถึงกระบวนการและสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที
จากการลงพื้นที่อบรมที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนราว 3% เคยถูกร้องขอ ข่มขู่ หรือกดดันให้ส่งรูปภาพหรือทำพฤติกรรมทางเพศทางออนไลน์ 13% เคยส่งรูปภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลส่วนตัวให้คนแปลกหน้า และ 3% เคยได้รับภาพ ข้อความ หรือวิดีโอที่มีเนื้อหาส่อไปทางเพศ โดยช่องทางที่มิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามา ประกอบไปด้วย ช่องทางโซเชียลมีเดีย เกมออนไลน์ รวมถึงแอปพลิชันใหม่ ๆ ที่ผู้ใหญ่ยังไม่คุ้นเคย ซึ่งข้อมูลจากทางตำรวจและแบบสำรวจที่ กทม. จัดทำร่วมกับดีแทค สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในฐานะรองผู้ว่าฯ ที่ดูแลโรงเรียนในสังกัด กทม. ก็พร้อมยกปัญหานี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านการอบรม ให้ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เด็กนักเรียน
● ดีแทคทำหลักสูตรเข้าถึงประถมปลายทั่วประเทศ
นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคม ได้ตระหนักถึงภัยออนไลน์ที่เกี่ยวกับการแสวงหาประโยชน์และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ ดังนั้น ภายใต้โครงการ dtac Safe Internet จึงมุ่งส่งเสริมศักยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรการศึกษา การให้ความรู้แก่เด็กและครูเกี่ยวกับการความปลอดภัยและการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยได้ร่วมมือกับสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา (2565) จัดทำหลักสูตรและกิจกรรมส่งเสริมการตระหนักรู้ในเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และมีมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยให้ความร่วมมือและริเริ่มในการหยุดยั้งภัยดังกล่าว เพื่อการสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคมและการมีส่วนร่วมของพลเมืองอินเทอร์เน็ตผ่านแคมเปญการสื่อสาร และจะขยายผลการอบรมให้ครอบคลุมนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นป. 5 – 6 ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้ การเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการรับมือกับปัญหานี้เท่านั้น เพราะการจบปัญหานี้ยังคงต้องการการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักในสังคม ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบและตัดตอนได้อย่างทันท่วงที
——————————