
(4 พ.ย. 69) นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “ภาคีเครือข่ายคุ้มครองเด็ก เยาวชน และเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา กรุงเทพมหานคร” ณ ห้องประชุมใหญ่ กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 เขตคันนายาว โดยมีนางจตุพร แสงหิรัญ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิด และนางสาวณัฐวสา ฉัตรไพฑูรย์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ
โอกาสนี้ รองปลัดฯ พิศมัย พร้อมด้วย พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน พร้อมผนึกกำลังภาคีเครือข่ายยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา
รองปลัดฯ พิศมัย กล่าวถึง 10 มาตรการสำคัญด้านการป้องกันและเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อให้โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย
1. ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะกรรมการชุมชนเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลความปลอดภัยภายในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน
2. จัดให้มีกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ พร้อมกำหนดมาตรการดูแลพื้นที่ให้รัดกุมและเหมาะสม
3. ตรวจสอบบุคคลภายนอกที่เข้ามาในสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด ทั้งการสอบถามข้อมูลและการแสดงตน
4. ปิดประตูสถานศึกษาตลอดเวลาเรียน โดยตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะก่อนอนุญาตให้เข้าพื้นที่
5. ติดตั้งระบบเตือนภัยในจุดที่เหมาะสม เพื่อแจ้งเตือนให้ทราบทั่วถึงเมื่อเกิดเหตุบุกรุก เช่นเดียวกับระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
6. จัดให้มีประตูทางออกฉุกเฉินเพิ่มเติมจากทางเข้า-ออกปกติ เพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย
7. จัดอบรม ชี้แจง และซักซ้อมแนวทางรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนเป็นประจำทุกภาคเรียน หรืออย่างน้อยทุก 6 เดือน
8. กำชับให้บุคลากรและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีหมายเลขโทรศัพท์สถานีตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถประสานงานได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ
9. ประสานความร่วมมือกับชุมชนใกล้เคียง ฝ่ายเทศกิจ สถานีตำรวจ และศูนย์บริการสาธารณสุข ให้ร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและแจ้งเตือนก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุฉุกเฉิน
10. ให้ผู้อำนวยการเขต หัวหน้าฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บุคลากรทางการศึกษา และอาสาสมัคร ร่วมกวดขัน ย้ำเตือน และกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยจัดอบรมและซักซ้อมแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดภัยต่าง ๆ รวมถึงมาตรการ “หนี-ซ่อน-สู้” ทุกภาคเรียน หรืออย่างน้อยทุก 6 เดือน พร้อมกำหนดให้พื้นที่โรงเรียนเป็นเขตปลอดอาวุธ ห้ามบุคคลใดใช้พื้นที่ของโรงเรียนโดยไม่มีเหตุอันควร รวมถึงห้ามผู้ปกครอง ครู นักเรียน บุคลากร และผู้มาติดต่อครอบครองอาวุธทุกชนิด ตลอดจนห้ามการทำร้ายร่างกายหรือกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่น ทั้งนี้ โรงเรียนได้กำชับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรภายในสถานศึกษา
สำหรับการอบรมครั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษา ควบคู่กับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 รวมทั้งเสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และจัดทำมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน (SOPs) สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจและครู ครอบคลุมการเข้าปฏิบัติงานในสถานศึกษา การตรวจคัดกรองสิ่งของต้องห้าม การระงับเหตุฉุกเฉิน และการควบคุมตัวเด็กและเยาวชน โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรต่อเด็ก
อีกทั้งมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือและระบบส่งต่อ (Referral System) ระหว่างสถานศึกษา สถานีตำรวจ และพนักงานอัยการ ให้สามารถประสานงานและส่งต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงหรือเด็กที่กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการสงเคราะห์ บำบัดฟื้นฟู หรือกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 450 คน ประกอบด้วยข้าราชการตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1–9 ข้าราชการครูสังกัดกรุงเทพมหานคร และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยแบ่งการอบรมเป็น 9 ครั้ง ครั้งละ 50 คน ครอบคลุมพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาลทั้ง 9 แห่ง
#กทม #สถานศึกษา #คุ้มครองเด็ก #โรงเรียนกทม
—————————–
– (พัทธนันท์…สปส. รายงาน)


