
(28 ต.ค. 69) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 3) ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง โดย นายนริสสร แสงแก้ว รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง เป็นประธานการชุม ในที่ประชุมนายอัครชัย กันธมาลา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตดุสิต เสนอญัตติ ขอให้กรุงเทพมหานครเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันเหตุรุนแรงในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร
เนื่องจากเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ได้เกิดเหตุการณ์นักเรียนพกพาและใช้อาวุธปืนภายในสถานศึกษาในจังหวัดนนทบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความสะเทือนใจและความกังวลใจให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชน ต่อความปลอดภัยในสถานศึกษา แม้กรุงเทพมหานครจะกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การจัดเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย ตรวจตราการเข้า-ออก อย่างเคร่งครัด การกำหนดเขตปลอดอาวุธ ห้ามไม่ให้บุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มาติดต่อพกพาสิ่งของมีคม หรืออาวุธทุกชนิดเข้ามาในบริเวณสถานศึกษา การป้องกันการทำร้าย-รังแกทางกายและวาจา และการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสถานีตำรวจและศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ ฯลฯ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันเหตุฉุกเฉิน แต่เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยและการป้องกันเหตุรุนแรงยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการป้องกันเหตุ ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักเรียน ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และประชาชน กรุงเทพมหานคร จึงควรพิจารณาเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาให้ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การเฝ้าระวังและการรับมือเหตุรุนแรงให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิภาพ
ดร.จอห์น สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง เสนอมุมมองด้านกายภาพ ที่ได้รับการสะท้อนมาจากประชาชน คือ ภัยคุกคาม โรงเรียนต่าง ๆ มีจุดอ่อนด้านทางเข้า-ออกของโรงเรียน เสนอให้มีการติดตั้งระบบตรวจจับโลหะและตัวสแกน บริเวณทางเข้า-ออก ซึ่งในต่างประเทศมีหลายประเทศที่ใช้เครื่องตรวจจับโลหะชนิดนี้ พร้อมควรมีการใช้อุปกรณ์ชนิดมือถือมาใช้ด้วย ในหลายโรงเรียนระบบแลกบัตรหละหลวม อยากให้มีการฝึกเจ้าหน้าที่ ซ้อมแผนฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจริง
นายสมชาย เวสารัชตระกูล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตสายไหม เสนอให้มีแผนรักษาความปลอดภัย แผนเผชิญเหตุที่ดี เพื่อความปลอดภัย ควรมีการติดตั้งกล้อง CCTV ให้เพียงพอ ไม่ให้มีจุดอับ มีการประสานหน่วยงานภายนอกที่สามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว รปภ. ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความแข็งขัน รวมถึงเรื่องของระบบไฟฟ้าในโรงเรียนให้มีการตรวจสอบและดำเนินการเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัย โรงเรียนเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัย หากสามารถป้องกันอันตรายและสร้างความปลอดภัยให้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 แห่ง จะเป็นสิ่งที่เพิ่มความเชื่อมั่นและสง่างามให้ กทม.
นายกิตติพงษ์ รวยฟูพันธ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เสนอเกี่ยวกับเรื่องการถอดรองเท้าในห้องเรียน รวมถึงเรื่องการส่งการบ้านผ่านระบบออนไลน์ มีการตรวจสุขภาพจิตครูและเด็กนักเรียนอย่างน้อยภาคเรียนละครั้ง หรือไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อจะได้ทราบว่าครูหรือนักเรียนปกติหรือไม่ และอยากฝากเรื่องการตรวจปัสสาวะครู รปภ. และแม่บ้าน นอกจากนี้เรื่องการบูลลี่ในโรงเรียน อยากให้มีช่องทางร้องเรียนเหตุบูลลี่ และหาวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาไซเบอร์บูลลี่ ควรมีกล้อง CCTV มากกว่าที่มีอยู่อย่างน้อย 3 เท่า เป็นกล้องที่ไม่ใช่แค่ CCTV เป็นกล้องที่มี AI ตรวจจับความผิดปกติของเด็กได้ด้วย
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การบูลลี่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่เฉพาะในประเทศไทย หรือไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่มาของหลายปัญหาในสังคม ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครมีมาตรการในการช่วยเหลือเด็ก ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ 2 ข้อ คือ ข้อแรก มีการใช้ระบบ SoSafe (โซเซฟ) ที่พัฒนาโดย UNFPA ประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับ UNFPA รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาสังคมและสุขภาวะ เช่น ความรุนแรงในโรงเรียน อาทิ การกลั่นแกล้ง (Bullying) การไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) การคุกคามทางเพศ อาทิ การล่วงละเมิดทางเพศ หรือการถูกอนาจาร และปัญหาสังคมและครอบครัว เป็นต้น ที่ผ่านมามีการแก้ปัญหาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนผ่านระบบไปแล้วบางส่วน ปัจจุบันกระทรวงศึกษากำลังพัฒนาระบบ Traffy EDU (ทราฟฟี่ เอ็ดดู) ในอนาคตจะนำ ระบบ SoSafe และ Traffy EDU มาบูรณาการเข้าด้วยกัน
รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าวอีกว่า หลายปัญหาเกิดจากภาระงานของครูเยอะ การดูแลเด็กไม่ทั่วถึง การลดภาระครูเป็นกระดุมเม็ดที่ 1 ส่วนกระดุมเม็ดที่ 2 คือการเปลี่ยนจากระบบคัดกรองเป็นการดูแลเด็กเป็นรายบุคคล โดยครูประจำชั้นจะเป็นด่านแรกช่วยสกรีนเด็กดูว่าเด็กมีความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างไร และข้อที่สอง มาตรการความปลอดภัย 10 ข้อ เช่น ตรวจอาวุธ ตรวจกระเป๋า ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่วนในเรื่องอื่น ๆ ที่มีการอภิปรายจะรับดูแลต่อไป
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบส่งฝ่ายบริหารดำเนินการต่อไป
————————- (พัทธนันท์/PR สภา กทม.)


