กทม. แชร์บทเรียนบริหารวิกฤต “เร็ว-แม่นยำ-ทำงานเป็นทีม” ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมการทำงานทั้งเมือง

(25 ส.ค. 69) นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในโอกาสศึกษาดูงานหลักสูตร Adaptive Management & Execution ณ BMA COMMAND CENTER ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง พร้อมบรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการเมืองและการรับมือภาวะวิกฤต โดยย้ำว่า การจัดการวิกฤตในปัจจุบันต้องอาศัยทั้งข้อมูล เทคโนโลยี การทำงานร่วมกัน และการตัดสินใจที่รวดเร็ว

รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวว่า ในอดีตภาคการท่องเที่ยวอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสาธารณภัยมากนัก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตขึ้น ผลกระทบสามารถเชื่อมโยงถึงนักท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของเมืองได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านวิกฤต คือ “ความแม่นยำต้องมาคู่กับความรวดเร็ว” เพราะในสถานการณ์จริงไม่มีใครสามารถรอให้เห็นข้อมูลครบถ้วน 100% แล้วจึงค่อยตัดสินใจได้

“วิกฤต คือภาวะที่ความรู้ ข้อมูล ทักษะ และกฎหมายที่เรามีอยู่ไม่เพียงพอ เมื่อรูปแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองสถานการณ์ได้ทั้งหมด เราจึงต้องปรับวิธีคิดและวิธีทำงาน” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว

● จากการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) สู่ระบบบัญชาการที่ทุกคนรู้บทบาท

ภัยพิบัติขนาดใหญ่ไม่สามารถรับมือได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง กทม. จึงนำระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) มาใช้เพื่อจัดโครงสร้างการทำงานให้ชัดเจนว่าใครรับหน้าที่ใดในสถานการณ์นั้น ๆ

โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่การรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางหรือคนใดคนหนึ่ง แต่คือการทำให้แต่ละส่วนเข้าใจ “ฟังก์ชัน” หรือหน้าที่ของตัวเอง และประสานงานกันได้อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงต้องมีการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความคุ้นชินและตัดสินใจได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุจริง

● ใช้ข้อมูลเชื่อมเมือง เพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติงาน

รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวด้วยว่า กทม. ได้เชื่อมโยงชุดข้อมูลที่มีอยู่มากกว่า 1,400 ชุด มาทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียวผ่าน BMA Command Center เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพรวมของเมืองในจุดเดียวและประเมินสถานการณ์ได้เร็วขึ้น อาทิ

  • BKK Risk Map (แผนที่ความเสี่ยงภัย): รวบรวมข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยประเภทต่าง ๆ พร้อมระบุพิกัดทรัพยากรช่วยเหลือ เช่น ถังดับเพลิง หัวจ่ายน้ำดับเพลิง ไปจนถึงการให้พยาบาลเยี่ยมบ้านช่วยกดพิกัดบ้านผู้ป่วยติดเตียงลงในระบบ เพื่อให้หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุอัคคีภัย
  • ระบบ Dashboard และข้อมูลแบบ Real-time: รวบรวมข้อมูลสภาพฝน ระดับน้ำ PM2.5 การจราจร และตำแหน่งหน่วยปฏิบัติการ
  • กล้อง CCTV: เชื่อมโยงภาพจากกล้อง CCTV ของ กทม. ประมาณ 63,000 กล้อง รวมถึงกล้องประจำรถดับเพลิง และ Body Cam ของเจ้าหน้าที่
  • ระบบ Adaptive Traffic Control: โดยใช้กล้อง CCTV ในการจับภาพ และใช้ AI วิเคราะห์สภาพการจราจรแบบ Real-time พร้อมปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับสภาพจริง ซึ่งปัจจุบันใช้แล้ว 74 ทางแยก

นอกจากนี้ ในอนาคต กทม. ยังมีแผนพัฒนาข้อมูลผังอาคารและแผนที่ให้ละเอียดขึ้น เพื่อทำงานร่วมกับ AI ในการจำลองสถานการณ์และคาดการณ์ เช่น ประเมินหาพิกัดต้นเพลิงในอาคารสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจให้มีความแม่นยำมากขึ้นและช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่หน้างาน

● ทบทวน “Journey” เพื่อแคะจุดติดขัด และถอดบทเรียนจากเหตุจริง

อีกประเด็นที่รองผู้ว่าฯ ทวิดา เน้นย้ำคือ การทบทวน Journey (กระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ) เพื่อค้นหาว่าขั้นตอนใดของภาครัฐที่ล่าช้า ซ้ำซ้อน หรือสร้างข้อจำกัดให้กับประชาชน การมองเห็นกระบวนการอย่างละเอียดจะช่วยให้ตัดลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไปได้ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตที่เวลาทุกนาทีมีค่าต่อชีวิต

ทั้งนี้ กทม. ได้นำบทเรียนจากเหตุการณ์จริงมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง โดยทบทวนแผนเผชิญเหตุ การประสานงานในตึกสูง และแผนอพยพเคลื่อนย้ายคน เป็นต้น

#BMACommandCenter

—————————

แชร์ข่าว:

กรุงเทพฯ มีอะไร อัพเดทข่าวสารฉับไว กิจกรรมที่น่าสนใจ และมีส่วนร่วมได้ รวมไว้ให้ที่นี่

©2022 สงวนลิขสิทธิ์ กรุงเทพมหานคร

สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร 173 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กทม. 10200