กทม. เข้มมาตรฐานความปลอดภัยสถานประกอบการทั่วกรุง เปิด Self-Check คุมระบบไฟ-อัคคีภัย-ประกันภัย

(26 ก.ค. 69) นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมการยกระดับความปลอดภัยของสถานบริการและสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายสถานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการโยธา สำนักอนามัย สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สถานีดับเพลิงและกู้ภัย สำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต และผู้ประกอบการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

 

รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวว่า เหตุเพลิงไหม้ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครต้องปรับวิธีการตรวจและเพิ่มความละเอียดของการตรวจสอบความปลอดภัย โดยมุ่งกำหนดแนวทางการตรวจที่เหมาะสมกับกิจการที่มีลักษณะความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนผู้ใช้บริการ ระบบไฟฟ้า วัสดุตกแต่ง ระบบระบายอากาศ หรือการจัดพื้นที่ภายในร้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

 

พร้อมย้ำว่า กรุงเทพมหานครไม่ได้ต้องการบังคับใช้มาตรการฝ่ายเดียว แต่ต้องการสื่อสารสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับผู้ประกอบการ จึงเปิดเวทีให้สอบถามข้อสงสัยโดยตรง เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจหลักเกณฑ์เดียวกันและยกระดับความปลอดภัยร่วมกัน

 

● ลุยตรวจ 3 ด้าน อาคาร-อัคคีภัย-สุขลักษณะ พร้อมให้ผู้ประกอบการ Self-Check 5 หมวด

 

รองผู้ว่าฯ พรพรหม กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้ยกระดับเช็กลิสต์การตรวจจากเดิมที่เน้นหลักสุขลักษณะตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาเพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาคารและการป้องกันอัคคีภัยอย่างเข้มข้น โดยครอบคลุมการตรวจ 3 ด้าน ได้แก่ 

 

1. ด้านความปลอดภัยอาคาร (ระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า วัสดุตกแต่ง ฉนวนกันความร้อน และฉนวนกันเสียง)

2. ด้านการป้องกันอัคคีภัย (เครื่องหมายและป้ายทางออกฉุกเฉิน ระบบป้องกันเพลิงไหม้ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง เส้นทางหนีไฟ ระบบไฟฟ้าส่องสว่างฉุกเฉิน และระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง) 

3. ด้านสุขลักษณะ (ลักษณะของอาคาร การควบคุมและป้องกันเสียงดังจากการประกอบการ การระบายอากาศ แสงสว่าง ห้องส้วม ที่ปัสสาวะ และอ่างล้างมือ)

 

นอกจากนี้ จะเปิดระบบ Self-Check ให้ผู้ประกอบการประเมินตนเองผ่านระบบออนไลน์ของสำนักดิจิทัล ครอบคลุม 5 หมวดสำคัญ ได้แก่ 1. ระบบอัคคีภัย 2. การเดินสายระบบไฟฟ้า ระบบเสียง ระบบสัญญาณ 3. วัสดุตกแต่งผนัง ฝ้าเพดาน ฉนวน 4. ผังแสดงพื้นที่ประกอบการและจำนวนคนสูงสุด 5. การประกันภัย ความรับผิดชอบตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก พร้อมแนบภาพถ่ายและเอกสารรับรองจากวิศวกรในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบของกรุงเทพมหานคร

 

รองผู้ว่าฯ พรพรหม กล่าวด้วยว่า ระบบดังกล่าวจะจัดส่งให้ผู้ประกอบการภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 และขอความร่วมมือให้ดำเนินการประเมินตนเองและส่งข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการทั่วกรุงเทพมหานคร

 

สำหรับภาพรวมในกรุงเทพฯ มีสถานบริการ 147 แห่ง และสถานประกอบการที่ลักษณะคล้ายสถานบริการ 919 แห่ง รวมทั้งหมด 1,066 แห่ง โดยสถานประกอบการที่ “คล้าย” แตกต่างจากสถานบริการตรงที่อยู่นอกโซนนิ่ง แต่ขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและแสดงดนตรี ซึ่งถือเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้เชิญชวนประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสถานประกอบการ สามารถแจ้งผ่าน Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว

 

● ทำคู่มือกลาง-มาตรฐานเดียว ลดความสับสนทุกเขต

 

ระหว่างการประชุม ผู้ประกอบการและสำนักงานเขตได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การตรวจ อาทิ การรับรองมาตรฐานวัสดุ การรับรองระบบไฟฟ้า การตรวจอาคารเดิม และการบังคับใช้กฎหมาย

 

รองผู้ว่าฯ ทวิดา จึงได้มอบหมายให้สำนักการโยธาจัดทำรายชื่อหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่สามารถรับรองมาตรฐานได้ รวมถึงจัดทำคู่มืออธิบายเช็กลิสต์แต่ละข้ออย่างละเอียด เพื่อให้สำนักงานเขตและผู้ประกอบการใช้เป็นแนวทางเดียวกัน พร้อมย้ำว่า หากพบความเห็นที่แตกต่างระหว่างเจ้าหน้าที่ สามารถหารือและแก้ไขได้ทันทีในพื้นที่ภายใต้การทำงานแบบทีมสหวิชาชีพ

 

ด้าน ที่ปรึกษาฯ อดิศร์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานที่ผ่านมา พบว่าสำนักงานเขตหลายแห่งยังมีความสับสนในการตีความเรื่องใบอนุญาตและการใช้คำสั่งกับสถานประกอบการแต่ละประเภท ส่งผลให้แนวทางปฏิบัติแตกต่างกัน จึงกำชับให้ตรวจสอบข้อกฎหมายและคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนดำเนินการ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

 

นอกจากนี้ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานประกอบการใน 3 ระยะ เพื่อให้ทุกหน่วยงานและผู้ประกอบการมีแนวทางปฏิบัติรองรับอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ การรับมือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์สิ้นสุด ประกอบด้วย

 

1. ระยะป้องกัน (Prevention Readiness) ได้แก่ แต่งตั้งผู้รับผิดชอบการตรวจตราความเสี่ยงอย่างครบถ้วน พนักงานผ่านการอบรมดับเพลิงขั้นต้นและซ้อมหนีไฟ มีกิจกรรมรณรงค์ความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

2. ระยะเผชิญเหตุ (Response Readiness) ได้แก่ มีผังตัดสินใจและกำหนดบทบาทบัญชาการชัดเจนทั้งเวลาปกติและนอกเวลา ทีมระงับเหตุและทีมอพยพรู้หน้าที่และจุดรวมพลของตนเอง ระบบแจ้งเหตุและผู้นำทางพร้อมปฏิบัติงานทันที

3. ระยะฟื้นฟู (Recovery Readiness) ได้แก่ มีแผนประสานงานหน่วยงานภายนอกและประเมินความเสียหาย มีมาตรการรองรับเพื่อฟื้นฟูธุรกิจและเยียวยาพนักงาน

 

ในช่วงสุดท้าย รองผู้ว่าฯ พรพรหม ได้กล่าวสรุปว่า เราจะมี Q&A แยกเป็น 2 ชุด คือสำหรับเจ้าหน้าที่และสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในส่วนของเรื่องการตรวจสอบระบบไฟฟ้า กรุงเทพมหานครได้มีการประสานกับกรมอาชีวศึกษาเพื่อส่งทีมนักศึกษามาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการด้านการตรวจสอบระบบไฟฟ้า และสำหรับอาคารที่มีปัญหาทางหนีไฟ ขอให้สำนักงานเขตลิสต์รายชื่อร้านที่มีปัญหามาให้สำนักการโยธาดูเป็นรายกรณีไป

—————————  

แชร์ข่าว:

ข่าวเกี่ยวข้อง

“สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ปลูก ‘ต้นลำดวน’ 16 ต้น พร้อมส่งต่อพันธุ์ไม้กว่า 7,500 ต้น เติมความร่มรื่นสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569

กรุงเทพฯ มีอะไร อัพเดทข่าวสารฉับไว กิจกรรมที่น่าสนใจ และมีส่วนร่วมได้ รวมไว้ให้ที่นี่

©2022 สงวนลิขสิทธิ์ กรุงเทพมหานคร

สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร 173 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กทม. 10200