“คลอง” สายน้ำแห่งพระเมตตา รินไหลมาสู่อาณาราษฎร

“คลอง” สายน้ำแห่งพระเมตตารินไหลมาสู่อาณาราษฎร
 
       บรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ทรงธำรงไว้ซึ่งพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมนำพาความร่มเย็นเป็นสุขมาทุกยุคทุกสมัย สายน้ำแห่งลำคลองดุจพระบารมีรินไหลมาสู่อาณาราษฎรมิได้ขาดสาย ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ มี “คลองคูเมืองเดิม” ที่ขุดมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี เริ่มต้นตั้งแต่บริเวณใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว – ปากคลองตลาด จุดเริ่มต้นเป็นคติความเชื่อ และความนิยมในการสร้างคลองรอบพระนครหรือคลองรอบกรุงมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
 
   
 
       เมื่อรัชกาลที่ ๑ ทรงย้ายเมืองหลวงมาทางด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการขุดคูคลองขึ้นเป็นปราการของเมืองและขยายขอบเขตขอบพระนครให้กว้างมากขึ้นจากเดิม คือ “คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง” เพื่อเป็นทั้งขอบขันธสีมา และยังหมายให้เป็นป้อมค่ายป้องกันข้าศึกศัตรู ถูกขนานด้วยป้อมรบ และกำแพงพระนครโดยรอบที่เรียกว่า “เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน” ตามคติการสร้างเมือง ให้เป็นการจำลองจักรวาลที่วัดสุทัศนเทพวาราม ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งสำคัญใจกลางกรุงเทพมหานคร สอดคล้องกับ “สุทัสนนคร” อันเป็นเมืองของพระอินทร์บนยอดเขาพระสุเมรุ แกนกลางจักรวาล และมีมหานทีสีธันดรล้อมรอบ อีกทั้งมีพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับและเป็นศูนย์ทางการปกครอง เฉกเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา
 
       “คลองบางลำพู – คลองโอ่งอ่าง” จึงเป็นคูคลองสายประวัติศาสตร์สำคัญอีกสายหนึ่งที่มีความสำคัญมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นการขยายขอบเขตขอบพระนครให้กว้างมากขึ้นจากเดิม ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือที่ตำบลบางลำพูไปจนถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เชื่อมต่อกับคลองโอ่งอ่างที่มีขอบเขตจากปากคลองมหานาคไปถึงปากคลองแม่น้ำเจ้าพระยาทางตอนใต้เชิงสะพานพระปกเกล้าฝั่งพระนคร ระหว่างสองฝากฝั่งคลองทั้งสองสายนี้ ยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายแทรกด้วยชุมชนที่อยู่อาศัย จนกลายเป็นวิถีวัฒนธรรมชุมชนเมืองวิถีคลองมาจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นคูคลองในระยะแรก นอกจากจะยังทำหน้าที่กำหนดและบอกขอบเขตพระนครแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยังประโยชน์แก่อาณาราษฎร เพื่อการคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างกัน
 
       ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ บทบาทหน้าที่ของคูคลองได้ขยายใหญ่ขึ้น นอกจากเป็นเส้นทางสัญจรคมนาคมขนส่งการค้าขยายทั้งภายในเมืองกับหัวเมืองต่าง ๆ แล้ว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขุดคลองประวัติศาสตร์สำคัญอีกสายหนึ่งซึ่งใช้เป็นเส้นทางเดินทัพที่สำคัญ คือ “คลองแสนแสบ” ปรากฏเป็นยุทธการณ์การรบที่สำคัญ คือ “อานัมสยามยุทธ” สงครามยาวนานถึง ๑๔ ปี ระหว่างสยามกับญวน ยังส่งผลให้ลักษณะของคลองแสนแสบนี้ขุดเป็นแนวเส้นตรงไปทางตะวันออก และก่อเกิดแหล่งชุมชนใหม่ขึ้นระหว่างสองฝั่งคลองเป็นพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญมาจนถึงปัจจุบันทางด้านฝั่งตะวันออกของพระนคร
 
       สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขยายขอบเขตพระนครให้กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม จากสาเหตุของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นความแออัดของพระนคร ตลอดทั้งการติดต่อสมาคมค้าขายกับชาวต่างประเทศ จึงมีการขุดคลองหลายสายขึ้น และคูคลองที่สำคัญที่ทำให้เกิดการขยายเขตพระนครให้กว้างขึ้นไปทางตอนเหนือจนเป็นที่มาของการขุด “คลองผดุงกรุงเกษม” โดยมีจุดเริ่มต้นคลองที่แม่น้ำเจ้าพระยาทางตอนเหนือบริเวณปากคลองวัดเทวราชกุญชร และออกสู่บริเวณปากคลอง สี่พระยาทางตอนใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดแนวของสองฝั่งคลองยังเป็นที่ตั้งของ “บวร” ประกอบไปด้วยบ้าน วัด ชุมชน โรงเรียนที่สำคัญจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
 
   
 
       สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีแนวคิดที่จะขยายการเชื่อมต่อพระนครกับหัวเมืองทางทิศเหนือเพิ่มเติมทรงริเริ่มการขุดคลองสายแรกในรัชกาล คือ “คลองสวัสดิ์เปรมประชากร” มีจุดเริ่มต้นต่อเนื่องกับคลองผดุงกรุงเกษม หน้าทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน เป็นคลองขุดยาวตลอดไปจนถึงตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้เกิดวิถีชีวิตริมคลองที่เริ่มคลี่คลายจากวิถีชุมชนเมืองสู่วิถีชาวบ้านสามารถสัมผัสได้ทั้งสองฝั่งคลองนอกจากนี้ และในรัชสมัยของพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดการน้ำมาใช้ในพระนครเป็นครั้งแรก จึงเป็นจุดกำเนิด “การประปาสยาม” จุดเริ่มต้นของคลองประปาจากปากคลองวัดสำแล ให้ตั้งทำที่ขังน้ำที่คลองเชียงราก ปทุมธานี ซึ่งเป็นที่พ้นเขตน้ำเค็มขึ้นถึงทุกฤดูกาล ขุดคลองแยกจากที่ขังน้ำนั้นเป็นทางน้ำลงมาถึงคลองสามเสนฝั่งเหนือตามแนวทางรถไฟ การขุดคลองประปาในครั้งนั้น เพื่อให้บรรดาพสกนิกรมีความเป็นอยู่อย่างถูกสุขลักษณะ ปราศจากโรคภัยร้ายแรง ด้วยพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าในขณะนั้นประชาชนทั่วไปยังคงใช้น้ำ ซึ่งปราศจากความสะอาดบริสุทธิ์
 
       ในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของลำคลอง และคลองสาขา เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเมือง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังน้ำเสียทรงริเริ่มในการพัฒนาคลอง และแหล่งน้ำในเขตเมืองหลวงเพิ่มมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การพัฒนาพื้นที่รองรับน้ำบริเวณบึงพระรามเก้า เป็นต้น
 
       จวบจนมาถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ด้วยการขยายตัวของเมืองหลวงที่จะถูกยกระดับเป็นเมืองมหานคร ประกอบกับการรัดตัวทางสังคม และเศษฐกิจ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนริมคลองที่เคยเป็นสายสำคัญเส้นทางคมนาคมในอดีตกำลังถูกลืมเลือน เนื่องจากมีถนนหนทางแทนที่ ลำคลองเหล่านี้ จึงถูกรุกคืบด้วยวิถีนครเมืองสมัยใหม่ ความแออัดจึงเกิดขึ้น สุขภาวะอนามัยเสื่อมโทรม ชนชั้นล่างที่ยากจนที่อาศัยอยู่ตามริมคลองถูกทอดทิ้ง ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑๐ จึงทรงมีพระราชดำริ และพระบรมราโชบายที่จะพัฒนาสองฝั่งคลองให้มีมาตรฐานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีโครงการพัฒนาคูคลองขึ้น คือ “คลองเปรมประชากร” (ชื่อในปัจจุบัน) โดยเป็นโครงการนำร่อง เมื่อแล้วเสร็จจึงเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เองทรงเปิดโครงการฯ เป็นปฐมฤกษ์ การดังกล่าวจึงเป็นที่ของน้ำพระราชหฤทัยที่หลั่งไหลเปรียบประดุจสายน้ำในลำคลองที่ได้ชุบเลี้ยงชีวิตพสกนิกรของพระองค์อย่างมิได้ขาดสายมาจนถึงปัจจุบัน และยังสอดคล้องกับพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”
 
———————————
เรียบเรียงโดย :
ผศ.ดร.ดวงกมล อัศวมาศ
ผศ.ดร.สาระ มีผลกิจ
ผศ.ดร.ธนันท์วัฒน์ สภานุรัตน์

แชร์ข่าว:

กรุงเทพฯ มีอะไร อัพเดทข่าวสารฉับไว กิจกรรมที่น่าสนใจ และมีส่วนร่วมได้ รวมไว้ให้ที่นี่

©2022 สงวนลิขสิทธิ์ กรุงเทพมหานคร

สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร 173 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กทม. 10200