
(10 ก.ค. 69) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมรับมอบนโยบายด้านสุขภาพ โดยมี พล.อ.อ.นพ.ทวีพงษ์ ปาจรีย์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักการแพทย์และสำนักอนามัย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร
ภาพรวมของการประชุมในวันนี้ เป็นการวางเป้าหมายขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพของกรุงเทพมหานคร ทั้งในระยะเร่งด่วน 100 วัน และระยะ 4 ปี โดยในส่วนของแผนเร่งด่วน 100 วันแรก จะเดินหน้าตรวจสุขภาพประชาชนกลุ่มใหม่จำนวน 60,000 คน และประชาชนกลุ่มเดิมอีก 20,000 คน พร้อมตั้งเป้าขยายผลให้ครอบคลุม 2,000,000 คน ภายใน 4 ปี ควบคู่ไปกับการขยายบริการวัคซีนให้ครอบคลุมหลายกลุ่มโรค นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันระบบ Social Prescription หรือการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขเมือง เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง ผ่านการออกแบบโครงการร่วมกันระหว่างสำนักการแพทย์ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ เพื่อให้นิติบุคคลหมู่บ้าน คอนโดมิเนียม หรือชุมชน สามารถเลือกใช้กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพได้อย่างหลากหลายและตรงตามความต้องการมากยิ่งขึ้น
ด้านการเพิ่มคุณภาพการให้บริการ กรณีการนัดหมายแพทย์ของโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครให้รอไม่เกิน 1 ชั่วโมงนั้น ที่ประชุมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางบริหารจัดการเวลา ตั้งแต่ผู้ป่วยเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลจนถึงขั้นตอนรับยาและเดินทางกลับบ้านให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ส่วนระบบบริการปฐมภูมิจะมุ่งเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้ป่วยของศูนย์บริการสาธารณสุขเป็น 10,000 คน เพื่อรองรับผู้ใช้สิทธิบัตรทองในระบบปฐมภูมิให้ได้ถึง 1.3 ล้านสิทธิ
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายด้านสาธารณสุขอีกหลายด้านที่จะเร่งผลักดันต่อเนื่อง ได้แก่ การยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้เป็นกึ่งทุติยภูมิ การเพิ่มบริการตรวจฟันฟรี การเพิ่มเตียงผู้ป่วยอีก 2,000 เตียงในโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครทั้งแห่งเดิมและแห่งใหม่ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพข้ามสถานพยาบาลระหว่างกรุงเทพมหานครและกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนการขยายระบบ Motorlance ให้ครอบคลุม และยกระดับศูนย์บัญชาการการแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถส่งต่อผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ Pride Clinic ทั้ง 31 แห่ง จะขยายบริการให้ครอบคลุมการให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์ อัตลักษณ์ทางเพศ ครอบครัว การมีบุตร คำแนะนำเกี่ยวกับการแปลงเพศ สุขภาพจิต และสุขภาวะทางเพศ
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสาธารณสุขเชิงรุก โดยจะนำข้อมูลมาใช้พยากรณ์โรคเพื่อออกแบบการดูแลสุขภาพ และพัฒนาเครือข่ายการติดตามโรคติดต่อแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตและยาเสพติด โดยในมิติด้านยาเสพติดจะรื้อกระบวนการทำงานเชิงรุกให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ผ่านการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างตำรวจ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักอนามัย และสำนักงานเขต เพื่อปูพรมตรวจเชิงรุกและสร้างชุมชนสีขาว
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครพร้อมเดินหน้าสร้างและพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างเต็มที่ เพื่อให้การให้บริการแก่ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
#กทม


