(3 ก.ค. 69) นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมการเสวนาในหัวข้อ “สร้างสังคมแห่งโอกาส : ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน” เพื่อเปิดวิสัยทัศน์ของกรุงเทพมหานครพร้อมเจาะลึกแนวทางยกระดับสังคม ร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานระดับประเทศ ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 2 อาคารทรงกลม โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่

รองปลัดฯ ธนิต เริ่มต้นการเสวนาด้วยการสะท้อนภาพรวมประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เมืองหลวงที่กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะสังคมผู้สูงอายุ โดยจากข้อมูลสถิติพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราการเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับสัดส่วนการเกิดของเด็กปฐมวัยที่ลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่สร้างช่องว่างความเหลื่อมล้ำและทำให้เมืองหลวงจำเป็นต้องเร่งจัดสรรสวัสดิการลงไปเยียวยาดูแลอย่างเร่งด่วน
•เจาะลึกสถิติผู้มีรายได้น้อย พบ 5 เขตเมืองหลวง มีบริบทเชิงพื้นที่สะท้อนปัญหากลุ่มเปราะบางหนาแน่น
รองปลัดฯ ธนิต กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่พบว่า มี 5 เขตแรกในกรุงเทพมหานครที่มีสัดส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเป็นผู้มีรายได้น้อยสูงที่สุด โดยแบ่งเป็นพื้นที่ฝั่งตะวันออกคือ เขตหนองจอก และพื้นที่ใจกลางฝั่งธนบุรีอีก 4 เขต ได้แก่ เขตธนบุรี เขตภาษีเจริญ เขตบางพลัด และเขตราษฎร์บูรณะ ซึ่งในเชิงบริบทเชิงพื้นที่และสังคมพบมีนัยสำคัญระบุว่า เขตหนองจอกมีสัดส่วนสูงสุดเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม ส่วนในพื้นที่ 4 เขตของฝั่งธนบุรีนั้น อาจเกิดจากปัจจัยหนาแน่นของกลุ่มเปราะบางที่อาศัยอยู่ภายในชุมชนที่ค่อนข้างแออัด
•กางโมเดลสวัสดิการ ชี้อุปสรรคระบบรัฐทำกลุ่มเปราะบางเข้าไม่ถึงโอกาส
รองปลัดฯ ธนิต ได้ยกโมเดลเปรียบเทียบสวัสดิการรัฐเพื่อชี้ให้เห็นอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยระบุว่านโยบายรัฐส่วนใหญ่มักเน้นความเท่าเทียม (Equality) ในลักษณะ “การตัดเสื้อโหล” แจกจ่ายทุกคนเท่ากัน ซึ่งในความเป็นจริง (Reality) กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้กลุ่มเปราะบางเข้าไม่ถึงโอกาส ต่างจากหลักความเป็นธรรม (Equity) ที่ควรจัดสรรตามความเดือดร้อน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือข้อจำกัดทางเทคนิคในการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอดีต ซึ่งกลุ่มคนไร้ที่พึ่งจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านปกติ แต่ชื่อไปตกค้างอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง
•ยกระดับสวัสดิการรอบด้าน พัฒนาศูนย์เด็กเล็ก-เปิดศูนย์ผู้สูงอายุบึงสะแกงาม
รองปลัดฯ ธนิต กล่าวถึงการดำเนินการในกลุ่มเปราะบางแต่ละกลุ่มในช่วงที่ผ่านมาว่า กรุงเทพมหานครได้เร่งแก้ปัญหาด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ผ่านการปรับเพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียนเพื่อลดภาระผู้ปกครอง ขณะเดียวกันได้ขยายการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเปิดศูนย์บริการผู้สูงอายุบึงสะแกงาม เขตคลองสามวา เพื่อให้บริการในรูปแบบสถานดูแลกลางวัน (Day Care) มุ่งเน้นกิจกรรมนันทนาการ ตรวจสุขภาพ และฝึกอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมระยะยาว
•รุกนโยบายด้านคนพิการ ขยาย One-Stop Service โรงพยาบาล กทม. พร้อมจ้างงานตามสัดส่วนใกล้ครบ 100%
รองปลัดฯ ธนิต กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนงานด้านคนพิการภายใต้โครงการ “คนพิการดีใน 4 ด้าน” ประสบความสำเร็จเด่นชัดในการขยายจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) ครอบคลุมตั้งแต่การออกบัตรจนถึงการรักษาพยาบาลได้ในโรงพยาบาลสังกัด กทม. 12 แห่ง นอกจากนี้ยังส่งเสริมการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนด้วยการผลักดันการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายมาตรา 33 เข้ามาร่วมปฏิบัติงานในหน่วยงานของกรุงเทพมหานครจนเกือบเต็มสัดส่วน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงอารยสถาปัตย์และทางลาดในสถานที่ราชการเพื่อความปลอดภัย
•จับมือภาคีเปิดจุด Drop-in ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า ควบคู่ “บ้านอิ่มใจ” ฟื้นฟูคนไร้บ้านยั่งยืน
สำหรับการดูแลคนไร้บ้าน กทม. ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวง พม. และภาคีเครือข่ายเปิดจุดบริการสวัสดิการสังคม (Drop-in) ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า คอยให้บริการคัดกรอง สุขอนามัย ทำบัตรประชาชน พร้อมจัดรถโมบายเคลื่อนที่และรถซัก อบ อาบ เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้คัดกรองจำแนกคนไร้บ้านเพื่อส่งเสริมศักยภาพครบวงจรผ่านโมเดล “บ้านอิ่มใจ” ทั้งในด้านที่พักอาศัยและวินัยการออมเงิน พร้อมร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงาและภาคเอกชนในการจ้างงานสร้างอาชีพเพื่อช่วยให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน
•ชูโมเดล “3L” กลไกหลักขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ-ลดความเหลื่อมล้ำเมืองหลวง
ในช่วงท้าย รองปลัดฯ ธนิต ได้สรุปแนวคิดการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำผ่านโมเดล “3L” ประกอบด้วย L – Law (กฎหมาย) มีระเบียบข้อบังคับรองรับอย่างถูกต้อง L – Liveable (เมืองน่าอยู่) เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคม และ L – Leader (ผู้นำองค์กร) ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด โดยเน้นย้ำว่าหากขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์คอยลงมือทำและผลักดันอย่างจริงจัง แม้จะมีกฎหมายหรือข้อเรียกร้องจากประชาชนมากเพียงใด นโยบายแก้ปัญหาเมืองและความเหลื่อมล้ำ ก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้
สำหรับวงเสวนาในวันนี้ มีนายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นางสาวธิดาพร เสาวนะ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และนางนวรัตน์ สถาพรนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 3 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์สร้างสังคมแห่งโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน


