(11 พ.ค. 69) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้อนรับ นางสาวจุฑามาส แก้วสุข National Programme Officer โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติด้านที่อยู่อาศัย (UN-Habitat) ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือและขอรับข้อเสนอแนะต่อร่างโครงการ Concept Note ภายใต้กองทุน Adaptation Fund (ด้านที่อยู่อาศัย และการพัฒนาเมืองเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ณ ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

ปัจจุบัน UN-Habitat อยู่ระหว่างจัดทำ Concept Note เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน Adaptation Fund โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมศักยภาพชุมชน ให้สามารถรับมือกับวิกฤตอุทกภัย พายุ และความร้อนรุนแรงได้ ซึ่งโครงการนี้สอดคล้องกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) และพันธกิจในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งในประเด็นนี้ กรุงเทพมหานครมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการ ในการนี้ UN-Habitat จึงได้เข้าหารือเพื่อรับคำแนะนำและทิศทางการทำงานจากคณะผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์และตรงประเด็นกับปัญหาในพื้นที่มากที่สุด
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวถึงแนวทางการจัดการปัญหาความร้อนและผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในชุมชนแออัดที่พบกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก ซึ่งใน 50 เขต มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่างกัน เช่น เขตสัมพันธวงศ์มีผู้สูงอายุสูงถึง 31% ทั้งนี้ บ้านของคนจนเมืองหลายหลังมีขนาดเล็กมาก แต่มีสมาชิกอาศัยอยู่หลายคน ตัวบ้านแทบไม่มีหน้าต่างหรือช่องลมระบายอากาศ เมื่อรวมกับปัจจัยด้านอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยิ่งทำให้พวกเขาเปราะบางต่อความร้อนมากขึ้น และแม้ กทม. จะมีชุมชนจดทะเบียนกว่า 2,000 แห่ง แต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่สามารถนำงบประมาณรัฐไปซ่อมแซมบ้านส่วนบุคคลได้โดยตรง นี่จึงเป็นช่องว่างที่เราอยากให้โครงการหรือเงินทุนต่าง ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนเพื่อปิดช่องว่างนี้
สำหรับการดำเนินงานเชิงรุกของ กทม. ในปัจจุบัน มีการทำแผนที่จุดเสี่ยงความร้อนและระบุพิกัดกลุ่มเปราะบาง มีนโยบายห้องหลบร้อน ด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะกว่า 313 แห่งทั่วกรุง ให้ประชาชนที่อยู่บ้านไม่ได้ในช่วงกลางวันมาพักผ่อนและทำกิจกรรมได้ มีเครื่องปรับอากาศ พื้นที่นั่งพักคลายร้อน จุดบริการน้ำดื่ม และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นบริการ ขณะเดียวกัน กทม. จัดงบประมาณทำห้องเรียนติดแอร์และเครื่องกรองอากาศให้เด็กเล็ก ซึ่งห้องเหล่านี้สามารถปรับใช้เป็นห้องคลายร้อนได้ในช่วงปิดเทอม ซึ่งเป็นช่วงที่ร้อนที่สุด และมีจุดบริการน้ำดื่มสะอาดฟรี นอกจากนี้ยังมีการรายงานดัชนีความร้อน (Heat Index), ฝุ่น PM2.5 และการพยากรณ์ฝุ่น/ฝน ผ่านทางช่องทางของ กทม. อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ กทม. มีโรงพยาบาลในสังกัด 15 แห่ง มีการติดตามเคสโรคที่เกี่ยวข้องกับฝุ่นและความร้อน ปีนี้เริ่มมีรายงานเคสฮีทสโตรกเข้ามาแล้ว นอกจากนี้ สถิติไฟไหม้หญ้าและกองขยะก็พุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นสำคัญที่รองผู้ว่าฯ ทวิดา เน้นย้ำคือ การกำหนดเกณฑ์คัดเลือกที่ชัดเจน โดยดัชนีชี้วัดที่อยู่อาศัยลักษณะใดควรได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นส่วนที่อยากให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยพัฒนาเกณฑ์การประเมินนี้ พร้อมเสนอแนวทางการทำงานร่วมกันในรูปแบบ Co-Design ตั้งแต่ต้น เพื่อลดความซ้ำซ้อนการทำงาน
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครมุ่งเน้นการดำเนินงานบนฐานข้อมูลเดียวกันภายใต้ระบบ One Map เพื่อให้เห็นภาพรวมของเมืองในทุกมิติ การทำงานแบบแยกส่วนจะไม่เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการ ดังนั้น ข้อมูลหรือผลการศึกษาใด ๆ ที่เกิดขึ้นควรจะถูกนำมาบูรณาการและปรากฏอยู่บนฐานข้อมูลแผนที่ชุดนี้ เพื่อให้สามารถเรียกใช้งานและตัดสินใจได้ และสำหรับการเริ่มต้นโครงการใหม่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มนับจากศูนย์ เนื่องจากมีงานวิจัยหรืองานวิชาการที่เกี่ยวข้องซึ่งดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้แล้วเป็นจำนวนมาก การนำผลการศึกษาเหล่านั้นมาต่อยอดจะช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้นและไม่เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่เคยทำมาแล้ว ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้โครงการประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ จากการหารือในเบื้องต้น กทม. ได้เสนอให้ UN-Habitat พิจารณาเลือกเขตดินแดง เป็นพื้นที่นำร่อง (Pilot Project) ของโครงการ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่พักอาศัยของข้าราชการ และกลุ่มเปราะบางในชุมชน ซึ่งจะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างชัดเจน
#กทม


