
(8 พ.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร (มหานคร รุ่น 14) พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และประสบการณ์การบริหารจัดการเมืองตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์จากการสร้าง “สโลแกน” สู่การลงมือทำจริงผ่านระบบ “เส้นเลือดฝอย” เพื่อยกระดับกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน
•การเปลี่ยนสโลแกนให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการ
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการวางยุทธศาสตร์เมืองนั้นไม่ใช่เพียงการสร้างสโลแกนที่สวยงาม แต่คือการมีขั้นตอนการทำงานที่เป็นระบบ เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหา ตามด้วยการวางนโยบายที่เป็นกรอบทิศทาง และส่วนสำคัญสูงสุดคือการสร้างชุดแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ นอกจากนี้ องค์กรจำเป็นต้องทำความเข้าใจบทบาทที่แตกต่างระหว่าง “ผู้บริหาร” ที่เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าควรทำอะไรในภาวะที่ยังไม่มีงานในมือ กับ “ผู้จัดการ” ที่มีความเชี่ยวชาญในเชิงเทคนิคและวิธีการปฏิบัติ
•Liveable City เป้าหมายสู่เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเผชิญความท้าทายสำคัญในการเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดถึง 23 ล้านคนต่อปี เป็นอันดับ 1 ของโลก ทว่าอันดับเมืองน่าอยู่กลับอยู่ที่ 98 จาก 140 เมือง การมุ่งเป้าสู่การเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน จึงต้องพัฒนาเมืองให้ครอบคลุมและเป็นรูปธรรม เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว กทม. ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2.5 ล้านต้น เพื่ออากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดี
•พลังของเส้นเลือดฝอยที่ยกระดับชีวิตเมือง
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า การดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนเริ่มต้นจากระบบเส้นเลือดฝอย กทม. จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงรุก เช่น การล้างท่อระบายน้ำที่ดำเนินการไปแล้วกว่า 3,000 กิโลเมตรต่อปี และการระบุจุดน้ำท่วมซ้ำซาก 737 จุดทั่วกรุงเพื่อไล่แก้ไขจนสำเร็จไปแล้วกว่า 80% นอกจากนี้ยังรวมถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการยกระดับศูนย์เด็กเล็กและการศึกษา อาทิ เพิ่มค่าอาหารกลางวัน เปลี่ยนห้องเรียนสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งช่วยยกระดับคะแนนสอบของนักเรียนในสังกัดให้ดีขึ้นถึง 20% ในทุกวิชา
•เทคโนโลยีและความไว้วางใจ กุญแจสู่การปฏิรูประบบราชการ
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวการปฏิรูประบบราชการผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่งช่วยทลายขั้นตอนเอกสาร ให้เหลือเพียงการสื่อสารตรงถึงผู้รับผิดชอบ ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกว่า 1.29 ล้านเรื่อง และได้รับการแก้ไขไปแล้วกว่า 1.06 ล้านเรื่อง และเวลาเฉลี่ยในการแก้ปัญหาลดลงจาก 2 เดือน เหลือเพียง 1.9 วัน ช่วยสร้างความไว้วางใจ และความโปร่งใสโดยใช้งบประมาณเท่าเดิมแต่ได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
“สุดท้ายเมืองนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย กทม. เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน เอกชน และนักวิชาการ หากเราเข้าใจการทำงานของกันและกัน ทุกคนจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นได้” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายแก่ผู้เข้ารับการอบรมฯ มหานคร รุ่นที่ 14
กรุงเทพมหานคร โดยมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จัดโครงการศึกษาอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร รุ่นที่ 14 โดยมีผู้เข้ารับการศึกษาอบรมจำนวน 144 คน ประกอบด้วย ข้าราชการประจำทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกรุงเทพมหานคร โดยวัตถุประสงค์ของหลักสูตร เพื่อให้เกิดความเข้าใจในบริบทและความเชื่อมโยงของการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครในมิติต่าง ๆ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ตลอดจนการพัฒนาเมืองและมหานครอย่างยั่งยืน
ในการนี้ รศ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และผู้เข้ารับการศึกษาอบรม ร่วมพิธี ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร ชั้น 2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง
#กทม


