(7 พ.ค. 69) ณ อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง: นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล และ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือและศึกษาดูงานการบริหารจัดการเมืองของกรุงเทพมหานคร ผ่านศูนย์ BMA COMMAND CENTER เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการสาธารณภัยและเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการบริหารเมืองและการดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดย BMA Command Center ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อช่วยให้การติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการในภาวะต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
● ชู BMA Command Center ศูนย์กลางบริหารเมือง ทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤต
ด้าน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมว่า BMA Command Center ทำหน้าที่หลักใน 3 มิติ ได้แก่ 1. การปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัย 2. การบริหารจัดการภาวะปกติ เช่น การติดตามสภาพจราจรและเหตุเดือดร้อนรายวัน และ 3. การเฝ้าระวังความปลอดภัยและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน รวมถึงการดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลต่าง ๆ
ขณะที่ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรุงเทพมหานครได้พัฒนาระบบบริหารจัดการสาธารณภัยจากเดิมที่ข้อมูลกระจัดกระจายแบบแยกส่วน (Silo) สู่การเชื่อมโยงข้อมูลบนฐานแผนที่เดียวกัน (Single Map) ภายใต้นโยบาย Open Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและความโปร่งใส โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “เมืองปลอดภัย” ด้วยการใช้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ
● บูรณาการข้อมูลผ่าน BKK Risk Map วิเคราะห์ความเสี่ยง 10 ด้าน
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวต่อไปว่า เครื่องมือสำคัญของกรุงเทพมหานคร คือ BKK Risk Map ซึ่งใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงครอบคลุมภัย 10 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย อัคคีภัย ภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความปลอดภัยทางถนน PM2.5 แผ่นดินไหวและอาคารวิบัติ ภัยแล้ง วาตภัย โรคระบาด และภัยสารเคมี
พร้อมยกตัวอย่างเครื่องมือที่กรุงเทพมหานครใช้ในปัจจุบัน เช่น จุดตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 จำนวน 523 จุดทั่วกรุงเทพฯ (ข้อมูลจากเว็บไซต์ Greener Bangkok) ซึ่งสามารถรายงานผลแบบ Real-time รวมถึงการรวบรวมข้อมูลจุดเสี่ยงอุทกภัยจากสำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขต และเรื่องร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue ก่อนนำมาถอดบทเรียนในปี 2565 จนสามารถระบุจุดเสี่ยงอุทกภัยได้ 737 จุด และปัจจุบันแก้ไขแล้วกว่า 400 จุด
นอกจากนี้ ยังได้ยกกรณีเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 ที่ผ่านมา โดยกรุงเทพมหานครสามารถยกระดับการทำงานสู่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (EOC) ได้ภายในเวลาเพียง 25 นาทีหลังเกิดเหตุ สะท้อนถึงศักยภาพของการมีฐานข้อมูลและระบบที่พร้อมรองรับการบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
● ใช้ AI เสริมระบบจราจรอัจฉริยะ นำร่องแล้ว 74 แยก
รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าวเพิ่มเติมถึงระบบกล้อง CCTV ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 65,000 กล้อง และสามารถเชื่อมโยงภาพเข้าสู่ศูนย์ BMA Command Center ได้
พร้อมกันนี้ กรุงเทพมหานครยังได้นำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้กับระบบบริหารจัดการจราจรผ่านระบบ Adaptive Control โดยระบบช่วยปรับระยะเวลาสัญญาณไฟให้สอดคล้องกับปริมาณรถจริง ช่วยลดเวลารอในถนนที่มีรถน้อย และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายรถในจุดที่มีปริมาณหนาแน่น ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำร่องแล้ว 74 ทางแยก
● สะท้อนผลการใช้ AI CCTV เสริมความปลอดภัยช่วงสงกรานต์
พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการนำ AI ระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้อง CCTV โดยเชื่อมโยงระบบร่วมกับฐานข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อช่วยเฝ้าระวังบุคคลตามหมายจับที่อาจปะปนอยู่ในกลุ่มประชาชนและนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้ จากสถิติช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในพื้นที่ถนนสีลมและถนนข้าวสาร พบว่าระบบสามารถตรวจพบบุคคลตามหมายจับจำนวน 58 ราย ลดลงจากปี 2568 ที่พบ 256 ราย ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของเทคโนโลยีในการช่วยเฝ้าระวังและสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จัดงานที่มีคนพลุกพล่าน
● หารือต่อยอดแนวทางบริหารเมืองด้วยข้อมูลสู่ภูมิภาค
ในช่วงท้ายของการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการนำโมเดลบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครไปประยุกต์ใช้กับการจัดการสาธารณภัยและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ โดยเน้นการใช้ฐานข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและยกระดับความปลอดภัยของประชาชนในระดับภูมิภาคต่อไป
—————————


