(6 พ.ค. 69) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดการประชุมระดมความเห็นเพื่อร่วมกำหนดเป้าหมายการพัฒนา ตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) ณ โรงแรมปริ้นซ์ พาเลซ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

“ประหยัดโดยประสิทธิภาพ ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้เงิน แต่หมายถึงสิ่งที่เคยทำมา หากเรานำมาคิดและทำใหม่ในรูปแบบ Zero-Based Budgeting จะใช้เงินมากกว่าเดิมก็ได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาต้องคุ้มค่าและมากกว่าเดิมหลายเท่า นี่คือหัวใจสำคัญของการจัดทำยุทธศาสตร์“รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว
รองผู้ว่าฯ ทวิดา ยกตัวอย่างหนึ่งในโครงการที่สะท้อนถึงการ “ประหยัดโดยประสิทธิภาพ” คือ โครงการนำร่องศูนย์เด็กอ่อน รับเลี้ยงเด็กอายุ 3 เดือนถึง 3 ขวบ เพื่อช่วยลดภาระพ่อแม่ โดย กทม. ใช้พยาบาลวิชาชีพ และกำหนดอัตราพี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 2 คน เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดในการดูแล ซึ่งปัจจุบันเก็บค่าบริการวันละ 10 บาท และกำลังพิจารณาปรับเป็นวันละ 100 บาท หรือประมาณเดือนละ 2,000 บาท โดยเงินส่วนต่างที่จัดเก็บเพิ่มจะนำไปใช้จ้างพยาบาลเพิ่ม และพัฒนาระบบกล้อง CCTV ออนไลน์ ให้พ่อแม่สามารถส่องดูลูกในขณะทำงานได้
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) จะเกิดจากการหารือร่วมกันระหว่างนักวิชาการที่มีองค์ความรู้ และหน่วยงานปฏิบัติที่นำข้อมูลจริงมานำเสนอ เพื่อกำหนดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะมีทิศทางอย่างไร ในอดีตต้องยอมรับว่าหน่วยงานราชการมักจัดทำแผนเสร็จแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการนำไปใช้ แต่ปัจจุบันแผนของ กทม. ทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในระบบดิจิทัล และต้องรายงานผลเข้าระบบทุกเดือนเพื่อติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เป้าหมายที่ตั้งไว้ต้องทำให้สำเร็จจริง
“การบริหารเมืองที่ดีจนมีเงินเหลือนั้น เราไม่ได้ดูเพียงตัวเลขรายรับว่าต้องสูงกว่าเป้า หรือรายจ่ายลดลงจากการไม่ดำเนินโครงการเพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ระบบราชการมักกังวลว่าหากใช้งบประมาณไม่หมดจะต้องส่งคืนและจะไม่ได้รับการจัดสรรใหม่ ตนอยากให้ปรับแนวคิดว่างบประมาณที่เหลือต้องเกิดจากการทำงานได้ผลงานมากขึ้น แต่ใช้เงินน้อยลงจากการบริหารที่มีประสิทธิภาพ นี่คือความหมายของคำว่า ‘ประหยัดโดยประสิทธิภาพ’” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวต่อว่า การจัดทำแผนพัฒนา 5 ปี ต้องสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ และในส่วนที่เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพฯ หรือเป็นช่องว่างที่ยังไม่มีการดำเนินการ กทม. จำเป็นต้องดำเนินการให้ก้าวไปไกลกว่าที่กำหนดไว้ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กทม. มีระบบข้อมูลพื้นที่ที่ดีที่สุดในระบบราชการ และในอนาคตจะนำระบบ AI Agentic มาช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อมูลกับพื้นที่อื่น เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาเมือง
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวถึงกระบวนการวางแผนในครั้งนี้ว่า จะมีการแบ่งกลุ่มงานออกเป็น 9 ด้าน 9 กลุ่ม ตามนโยบาย โดยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านร่วมให้คำปรึกษา นำองค์ความรู้และตัวอย่างความสำเร็จจากท้องถิ่นอื่นมาปรับใช้ เนื่องจาก กทม. ไม่ได้มีความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งที่ปรึกษาจะช่วยปรับให้เหมาะสมกับบริบทของ กทม.
“ผู้ว่าฯ กทม. มีแนวคิดให้กรุงเทพมหานครเป็นเมือง ‘Productivity City’ ซึ่งหมายถึงเมืองแห่งโอกาสและความหวัง และต้องสามารถตอบสนองต่อโอกาสเหล่านั้น เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องเสียเวลากับปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้น เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในระดับที่เหมาะสม ไม่ล้ำเกินไปหรือไม่ล้าหลังจนประชาชนลำบาก ดังนั้น วันนี้เราต้องร่วมกันกำหนดว่าจะทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งความสุข โอกาส และความหวังที่เกิดขึ้นได้จริง ด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพ” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว
ทั้งนี้ ขอบเขตการจัดทำแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) ครอบคลุมทั้งภาพรวมการพัฒนาและการพัฒนาเชิงพื้นที่ รวมถึงแผนปฏิบัติราชการและแผนงานบูรณาการ ประจำปี พ.ศ. 2571 โดยกำหนดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การระดมสมองร่วมกับผู้บริหารระดับสูง การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานระดับสำนักตามภารกิจ และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมาย และร่วมกันออกแบบยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด และโครงการให้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในการนี้ นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวกนกวรรณ เอี่ยมลิ้ม รองปลัดกรุงเทพมหานคร รองศาสตราจารย์ ดร.สายฝน สุเอียนทรเมธี หัวหน้าโครงการ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้เข้าร่วมประชุมจากสำนักและ 50 สำนักงานเขต เข้าร่วมการประชุม
#กทม


