(27 เม.ย. 69) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกล่าวต้อนรับและอภิปรายเรื่อง “บทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นในการสร้างเมืองที่ครอบคลุมและมีส่วนร่วม” ในการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยเมืองสิทธิมนุษยชนแห่งภูมิภาคอาเซียนเรื่อง “การปรับใช้สิทธิมนุษยชนในระดับท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ครอบคลุม” (Regional Forum on Human Rights Cities in ASEAN: Localising Human Rights for Inclusive Development) โดยมี นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้แทนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดงาน ณ ห้องประชุม Lumphini 2 ชั้น 10 โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยท์ ลุมพินี เขตสาทร

รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังว่าทำไมกรุงเทพฯ ถึงถูกเลือกเป็นเวทีจัดงานระดับภูมิภาคครั้งนี้ โดยกล่าวว่า การที่เราสามารถกลายเป็นเมืองที่มีสิทธิมนุษยชนได้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเราอยากได้ชื่อว่าเป็นเมืองสิทธิมนุษยชน แต่เริ่มจากการที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีการวางนโยบายกว่า 200 นโยบาย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
กทม. เราให้ความสำคัญกับกลุ่มคนส่วนน้อยในกรุงเทพฯ ที่ต้องได้รับการดูแล ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทางเท้า อาหาร แสงสว่าง ซึ่งการดำเนินงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในทะเบียนราษฎรมีประชากรกว่า 5.5 ล้านคน ในจำนวนนั้นเป็นเด็กกว่า 2 ล้านคน เราจึงต้องทำงานเพื่อตอบสนองคนจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในสภาวะยากจนประมาณ 5 แสนครัวเรือน มีความหนาแน่นและแออัด
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ ประสบปัญหาความร้อนสูง ค่าดัชนีความร้อนพุ่งสูง มีหลายครอบครัวที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงหน้าต่าง และเรายังมีกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงหลักหมื่นคน รวมถึงผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนมากกว่า 30% ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ขณะเดียวกันกรุงเทพฯ มีความหลากหลายอย่างมาก การรณรงค์เรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงต้องทำงานหนักเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งนี้ ดร.เสรี นนทสูติ สมาชิกคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ได้ให้คำแนะนำว่าแผนงานทั้งหมดที่ กทม. ทำนั้นสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว จึงควรเชื่อมโยงกับภาคส่วนสิทธิมนุษยชนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน นี่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเมื่อปีครึ่งที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายผู้เข้าร่วมประชุมจะไปลงพื้นที่ ณ สวนลุมพินี ซึ่งจะได้เห็นว่าพื้นที่สาธารณะนี้ได้รับการเข้าถึงจากคนทุกกลุ่ม นั่นคือเหตุผลที่กรุงเทพฯ ตั้งใจเป็นเมืองสำหรับทุกคน แม้ว่าเราจะได้รับรางวัลด้านความหลากหลาย แต่เราใช้เวลาถึง 3 ปี ในการลดความเหลื่อมล้ำเพียงเรื่องเพศสภาพมิติเดียวเท่านั้น นั่นหมายความว่าหากจะขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนให้ครบทุกมิติ ยังคงเป็นหนทางที่ยาวไกลและต้องอาศัยการทำงานอย่างแข็งขัน
“แม้บทบาทของเราจะอยู่ในระดับท้องถิ่น แต่เรามีทีมงานที่เข้มแข็งและมุ่งมั่น การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนหลายมิติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารส่วนท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากระดับประเทศด้วย ในฐานะเมืองหลวง กรุงเทพฯ เปรียบเสมือนตัวแทนของประเทศไทยในหลายมิติ ตนจึงเห็นความสำคัญของการร่วมมือกัน” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวอีกด้วยว่า การประสบความสำเร็จด้านความหลากหลายเป็นเพียงมิติเล็ก ๆ มิติหนึ่งเท่านั้น การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่อยากเรียนรู้ว่าเมืองอื่น ๆ มีแนวปฏิบัติที่ดีกว่ากรุงเทพฯ อย่างไร เพื่อนำมาทลายข้อจำกัดที่เรามี
สำหรับการศึกษาดูงานในช่วงบ่ายจะไป 4 จุดสำคัญ ได้แก่ บ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม, บ้านอิ่มใจ, BKK Food Bank และสวนเบญจกิติ ซึ่งจะได้เห็นการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ และคนไร้บ้าน รวมถึงการจัดการความมั่นคงทางอาหาร และพื้นที่สวนสาธารณะที่เป็นมากกว่าแค่ที่พักผ่อน แม้จะมีเวลาจำกัดในการเยี่ยมชม แต่หวังว่าในอนาคตเมื่อท่านกลับมาอีกครั้ง จะได้เห็นส่วนอื่น ๆ และพบว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว
“ขอให้ทุกท่านใช้เวลาในกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่ สำรวจมุมต่าง ๆ ของเมือง และหวังว่าเราจะเติบโตไปด้วยกันเพื่อทำให้ภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่แห่งสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เมืองใดเมืองหนึ่ง” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวทิ้งท้าย
นอกจากนี้ รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้ร่วมอภิปรายใน “บทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นในการสร้างเมืองที่ครอบคลุมและมีส่วนร่วม” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนจากนานาชาติ ได้แก่ นายดิเอโก กิล บารโรโซ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญอาวุโส โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนระดับนานาชาติ ราชอาณาจักรสเปน ศ.วุฒิคุณ มอรเทน เกียรุม มหาวิทยาลัยอาลบอร์ก ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และนักวิชาการสังกัด RWI เมืองลุนด์ ราชอาณาจักรสวีเดน (เข้าประชุมทางออนไลน์) นาง Leticia Clementae ผู้แทนเมืองบาเกียว สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์) โดยมีนายเอ็ดมันด์ บน ไต่ ซุน ผู้แทนมาเลเซียประจำคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนด้านสิทธิมนุษยชน (AICHR) เป็นผู้ดำเนินรายการ
ในเวทีอภิปรายดังกล่าว รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้นำเสนอแผนยุทธศาสตร์ของกรุงเทพมหานครภายใต้วิสัยทัศน์ “เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่าน นโยบายหลัก 9 ด้าน ที่ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ความปลอดภัย สาธารณสุข และการศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเท่าเทียมและการเข้าถึงสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีและระบบข้อมูลดิจิทัล อย่างแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และ BKK Food Bank นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม โดยดึงภาคส่วนต่าง ๆ มาทำงานร่วมกันตามหลัก “จตุรภาคี” (Quadruple Helix) เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นเมืองที่ทุกคนมีสิทธิ มีเสียง และมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
ในการนี้ ผศ. ดร. ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนประเทศไทยประจำคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลอาเซียนด้านสิทธิมนุษยชน ดร. เบอร์นาเดีย อิราวาติ จันทราเทวี เลขาธิการใหญ่การประชุมผู้นำเมืองอาเซียน นางสาวภาสพร สังฆสุบรรณ์ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกล่าวต้อนรับ
#กทม


