(26 มี.ค.69) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ณ ศูนย์ BMA Command Center เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบความปลอดภัยของเมือง ในโอกาส 1 ปีเหตุการณ์แผ่นดินไหว พร้อมประกาศหมุดหมายสำคัญในการ “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม และทันสมัย มุ่งอุดช่องว่างในทุกมิติ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการ “ตั้งรับ” สู่ “การบริหารจัดการเชิงรุก” ที่สามารถดูแลประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รศ.ทวิดา กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 เป็นทั้งวิกฤตและบทเรียนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครเร่งปรับปรุงระบบรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง โดยมุ่งพัฒนาทั้ง “คน เครื่องมือ ข้อมูล และการบูรณาการ” ให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ กรุงเทพมหานครได้เร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกระยะยาว การฝึกเฉพาะทาง และการฝึกทบทวน (refresh) เพื่อให้เกิดความแม่นยำและความพร้อมสูงสุด โดยทีมกู้ภัยของไทยที่มีบุคลากรของกทม.รวมอยู่ด้วยสามารถผ่านมาตรฐานสากลระดับ Medium ของสหประชาชาติ สะท้อนถึงคุณภาพการฝึกที่เข้มข้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกกู้ภัยของกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการฝึกทั้งเจ้าหน้าที่และภาคประชาชน โดยเน้นการฝึกแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
รศ. ทวิดา กล่าวด้วยว่า ในด้านภาคประชาชน กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพอาสาสมัครและประชาชนทั่วไป โดยพบว่าเกือบ 1 ใน 3 ของเหตุเพลิงไหม้ในกรุงเทพมหานคร ประชาชนสามารถช่วยควบคุมสถานการณ์ในระยะเริ่มต้นได้ ประชาชนไม่ใช่แค่ผู้รอความช่วยเหลือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยของเมือง ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความพร้อมของอุปกรณ์และระบบสนับสนุน โดยปัจจุบันอุปกรณ์ด้านการกู้ภัยและฉุกเฉินมีความพร้อมใช้งานมากกว่า 85% และมีระบบบริหารจัดการอุปกรณ์แบบออนไลน์ที่สามารถตรวจสอบสถานะได้แบบเรียลไทม์ พร้อมระบบสำรองอุปกรณ์ระหว่างหน่วยงาน หัวใจสำคัญของการยกระดับครั้งนี้คือ BMA Command Center ซึ่งเป็นศูนย์บริหารจัดการข้อมูลและความปลอดภัยของเมืองแบบบูรณาการ รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งรถดับเพลิง รถพยาบาล โรงพยาบาล กลุ่มเปราะบาง และทยอยนำเข้าการแสดงผลระบบกล้อง CCTV กว่า 40,000 ตัวในขณะนี้ จาก 60,000 ตัว เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์และสั่งการได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยวางแผนเส้นทางรถฉุกเฉิน ลดระยะเวลาในการเข้าถึงผู้ป่วย และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านการบริหารทรัพยากร กรุงเทพมหานครได้ปรับแนวทางการสำรองน้ำมันและการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งต่อผู้ป่วย ลดระยะทางและเวลาในการปฏิบัติภารกิจ
“ 1 ปีที่ผ่านมา เรามีบทเรียนหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข การรำลึกเหตุการณ์ที่ดีที่สุด คือ แก้ไขสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านั้นในวันนี้ ” รศ.ทวิดา กล่าว
ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 มิได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนเท่านั้น หากยังเป็น “สัญญาณเตือนสำคัญ” ที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระดับโครงสร้างของมหานคร ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้นำบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เร่งเสริมศักยภาพการรับมือเหตุไม่คาดคิดในทุกมิติ โดยมีหมุดหมายสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้
- พัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยเฉพาะทาง
กรุงเทพมหานครมุ่งยกระดับขีดความสามารถของทีมกู้ภัยเฉพาะทาง โดยเฉพาะทีม USAR (Urban Search and Rescue) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Medium Team ตามหลักเกณฑ์สากล ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรกู้ภัย ให้สามารถเป็นหน่วย EMT (Emergency Medical Technician ให้เป็นกำลังพลแบบ Hybrid ที่มีความคล่องตัวสูงในภารกิจช่วยเหลือประชาชนในที่คับขัน สามารถร่วมทีมกับปฏิบัติการ Motorlance (หน่วยมอเตอร์ไซค์ฉุกเฉินทางการแพทย์) ที่เข้าถึงพื้นที่คับแคบหรือจุดจราจรติดขัดได้อย่างทันท่วงที
พร้อมกันนี้ ได้ร่วมมือกับกองทัพบกในการเสริมกำลังบุคลากรด้านดับเพลิงและกู้ภัย โดยในปี 2568 มีการบรรจุทหารเกณฑ์ปลดประจำการ เป็นเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่เพิ่มแล้ว 58 ราย และมีแผนขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2569
- เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ผสานเทคโนโลยีสู่การบริหารจัดการอัจฉริยะ
กรุงเทพมหานครเร่งขยายเครือข่ายความปลอดภัยของเมือง ตั้งเป้าก่อสร้างสถานีดับเพลิงและกู้ภัยเพิ่ม 5 แห่ง ภายในปี 2568–2570 จากเดิม 43 แห่ง เพื่อกระจายกำลังให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีการนำเทคโนโลยี Seismic Sensor มาใช้ตรวจวัดการสั่นสะเทือนของโครงสร้าง เพื่อประเมินความปลอดภัยของอาคาร โดยภายในเดือนเมษายนนี้ กทม. จะติดเครื่องมือดังกล่าวในอาคารสูงของโรงพยาบาลในสังกัดครบทุกแห่ง และยกระดับ “BKK Risk Map” สู่ฐานข้อมูลกลางที่บูรณาการข้อมูลจากทั้ง 50 เขต โดยระบุตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงที
ด้านการจัดการน้ำ ได้พัฒนาระบบ “Digital & Smart Drainage” ควบคู่ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning System) ผ่านเรดาร์ตรวจอากาศ เซนเซอร์ และเครื่องวัดปริมาณฝน เชื่อมโยงกับระบบ SCADA ที่สามารถควบคุมประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจากศูนย์กลางแบบเรียลไทม์ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อระบายน้ำแบบ Pipe Jacking และอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของเมือง
ในมิติการจราจร ได้พัฒนาระบบ ITS (Intelligent Transport Systems) เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน อาทิ สัญญาณไฟอัตโนมัติ (Adaptive Control) ระบบ CCTV พร้อม AI Analytics และระบบแผนที่ดิจิทัลที่แสดงตำแหน่งหน่วยฉุกเฉินแบบเรียลไทม์ ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังยกระดับการจัดการ “ความร้อนและฝุ่น PM2.5” สู่ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนเชิงรุก โดยเน้นการสื่อสารกับประชาชนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK, LINE Alert, จอ LED และเสาแสดงค่าฝุ่นในพื้นที่จริง ควบคู่ระบบคาดการณ์ล่วงหน้าสูงสุด 7 วัน และเครือข่ายสถานีตรวจวัดที่ครอบคลุมทั่วเมือง เพื่อให้ประชาชนสามารถ “รู้ทัน–ตั้งรับได้ทัน” ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
- บูรณาการข้อมูล เชื่อมโยงความร่วมมืออย่างไร้รอยต่อ
กรุงเทพมหานครเดินหน้ายกระดับการทำงานแบบบูรณาการข้อมูล (Data Sharing) ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเชื่อมโยงกล้อง CCTV กว่า 65,000 ตัวทั่วกรุงเข้ากับระบบ AI พร้อมนำร่องโครงการ Sandbox ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแบบเรียลไทม์
พร้อมเร่งขยายระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Control) เพิ่มอีก 50 ทางแยก ภายในปี 2569 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาเดินทางได้ถึงร้อยละ 10–41 และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงจุดเกิดเหตุของรถฉุกเฉิน
ในส่วนของอาสาสมัคร ตั้งเป้าภายในปี 2569 ให้ทุกหน่วยผ่านการจัดระเบียบและจำแนกทักษะ (Skill Mapping) อย่างครบถ้วน เพื่อให้การสั่งการในสถานการณ์จริงเป็นไปอย่างเหมาะสม ตรงจุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมจัดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแบบเสมือนจริงอย่างต่อเนื่อง
- BMA Command Center ศูนย์ดูแลความปลอดภัยเมือง 24 ชั่วโมง
ในวันนี้ กทม. มี “BMA Command Center” ศูนย์ดูแลความปลอดภัยเมือง ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลจากทุกระบบ ผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล (Incident Command Mapping) ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งด้านจราจร สภาพอากาศ น้ำท่วม ความร้อน ฝุ่น PM2.5 ตำแหน่งหน่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาล และกลุ่มเปราะบาง ฯลฯ โดยระบบดังกล่าวจะถูกนำไปใช้จริงเพื่อการเฝ้าระวังในภาวะปกติและในการดูแลความปลอดภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ช่วงเทศกาลสำคัญหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การตัดสินใจและแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงที
#ปลอดภัยดี #BMACOMMANDCENTER


