
(24 มี.ค. 69) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บรรยายในหัวข้อ Urban Disaster Management การรับมือภัยพิบัติในเมืองหลวง ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี สำนักการแพทย์ ครั้งที่ 22 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Healthy City for All เมืองสุขภาวะที่ดีเพื่อทุกคน ระหว่างวันที่ 24 – 25 มี.ค. 69 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
รองผู้ว่าฯ ทวิดา ระบุว่า คำว่าเวชศาสตร์ภัยพิบัติ (Disaster Medicine) บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนรู้จักกันอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือความเข้าใจในบริบทของความเป็น “เมือง” หรือ Urban
การทำงานในมิติ Urban Disaster ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยเพียงความคิดเห็นหรืออารมณ์ความรู้สึก แต่ต้องวางรากฐานบนข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์และหาทางออกร่วมกัน เราต้องเป็นเมืองที่เต็มภาคภูมิ ด้วยการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงถึงกัน รวมถึงการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องจับมือร่วมกันทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการนำ Data Analytic มาใช้ ซึ่งจะเป็นเข็มทิศนำทางให้เราไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เพียงทิศทางที่เราคิดไปเอง
รองผู้ว่าฯ ทวิดา ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการรับฟังศาสตร์แขนงอื่นนอกเหนือจากมิติทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์โลก เช่น Climate Change ก้าวล้ำไปไกลกว่าทฤษฎีทางการแพทย์เดิม ๆ บุคลากรทุกคนจึงควรเปิดใจรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยเหตุผล ซึ่งการถกเถียงอย่างมีอารยธรรมถือเป็นวิถีทางขั้นสูงที่จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหา
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวต่อไปว่า ในการบริหารจัดการภัยพิบัติเมือง สิ่งสำคัญคือการมองภาพรวมให้ออก รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับงานในมิติการลดผลกระทบ ลดโอกาสการเกิดเหตุที่ไม่พึงประสงค์ หรือหากเกิดขึ้นแล้วต้องส่งผลกระทบน้อยที่สุด เช่น โครงการตรวจสุขภาพ 1ล้านคนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นงานเชิงรุกที่ปัจจุบันมียอดผู้เข้ารับการตรวจสำเร็จทะลุเป้าหมาย 1 ล้านคนไปแล้ว
สำหรับการทำงานภายใต้บริบทภัยพิบัติเมือง เราต้องมีแนวคิดที่ต้องระบุกลุ่มเสี่ยงให้ได้ก่อน โดยหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภัยพิบัติคือ “การชิงดักหน้า” หากเราสามารถวิเคราะห์และดักหน้าสถานการณ์ได้แม่นยำเท่าไร ภาระงานเมื่อเกิดเหตุจริงจะลดน้อยลงเท่านั้น โอกาสที่จะเหลือสมองไว้สำหรับคิดแก้ไขปัญหาที่คาดไม่ถึงก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
แม้ว่าการทำงานในมิตินี้จะเป็นการผสานความแม่นยำและความรวดเร็วเข้าด้วยกัน ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในศาสตร์ของการจัดการภัยพิบัติ หากเรามุ่งเน้นเพียงแค่การจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างเดียวถือว่าล้าสมัยไปแล้ว จึงอยากชวนให้บุคลากรทางการแพทย์นำเงื่อนไขของความเป็นเมือง เข้ามาเป็นโจทย์สำคัญในการออกแบบระบบการทำงานที่ดี ซึ่งต้องขับเคลื่อนด้วยการโฟกัสที่ข้อมูลเป็นหลัก เพราะเรื่องของสุขภาพไม่ใช่เพียงภารกิจทางการแพทย์หรือสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสุขภาวะและความสุขในชีวิตของประชาชนทุกคน
“ครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่ตนจะได้มีโอกาสพูดคุยกับทุกคน ขอขอบคุณที่ทำงานด้วยกันมาโดยตลอด ผลงานของทุกคนขึ้น (บนเว็บไซต์) หมดแล้ว หลายนโยบายประสบความสำเร็จ ขอให้รักษาเรื่องนี้ต่อไป และทำให้ในที่สุดระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของพื้นที่เขต 13 (กรุงเทพมหานคร) เป็นพื้นที่ ที่เขตอื่น ๆ ต้องมาเรียนรู้” รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าว


