
(17 มี.ค. 69) เวลา 13.45 น. รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม “ถอดบทเรียนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรณีแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เพื่อพัฒนาระบบการช่วยเหลือเยียวยาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)
● ชูแนวคิด “เอาประชาชนไว้ข้างหน้า” ปรับภาษาราชการให้เข้าใจง่าย
รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญในการทำงานช่วยเหลือประชาชน “ต้องเอาประชาชนไว้ข้างหน้า เอาผู้ว่าฯ ไว้ข้างหลัง” เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเข้าถึงความรู้สึกของผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง พร้อมกำชับให้ปรับรูปแบบการสื่อสาร ลดการใช้ภาษาราชการที่ซับซ้อน เข้าใจยาก โดยเฉพาะการอธิบายเรื่องเงินช่วยเหลือตามกฎหมาย ให้ชัดเจนว่าเป็น “ค่าช่วยเหลือซ่อมแซม” ไม่ใช่การชดเชยทั้งหมด เพื่อลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและลดโอกาสเกิดข้อพิพาทกับประชาชน
● ชื่นชมความรวดเร็วในการปิดเคส 4.6 หมื่นราย เสร็จสิ้นก่อนครบปี
สำหรับการดำเนินงานจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 ที่ผ่านมา รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้กล่าวชมเชยเจ้าหน้าที่ที่สามารถดำเนินการเรื่องเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งมีผู้ยื่นคำร้องรวมทั้งสิ้น 46,237 ราย ให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ด้วยการดำเนินงานเชิงรุก ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายตั้งแต่ระยะแรก ไม่รอให้สถานการณ์สิ้นสุด
● ดัน “ตารางเกณฑ์กลาง” ลดเหลื่อมล้ำการประเมิน
รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้กล่าวถึงการพัฒนา “ตารางเกณฑ์กลาง” สำหรับใช้ประเมินความเสียหายที่กรุงเทพมหานครริเริ่มจัดทำขึ้นบนมาตรฐานทางวิศวกรรม เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ แก้ปัญหามาตรฐานการประเมินที่ไม่เท่ากันจากช่างหรือเจ้าหน้าที่แต่ละคน ส่งผลให้การประเมินความเสียหายเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และสามารถเป็นต้นแบบที่หน่วยงานอื่นให้ความสนใจนำไปใช้
● เปลี่ยนจ่ายเงินสดเป็น “โอนออนไลน์” โปร่งใส ตรวจสอบได้
พร้อมแลกเปลี่ยนถึงบทเรียนสำคัญคือ การผลักดันให้เกิดการปรับระบบจ่ายเงินช่วยเหลือจากเงินสดเป็นการโอนผ่านระบบออนไลน์ โดยให้มีการเซ็นในเอกสารสำคัญทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน แก้ปัญหาเศษสตางค์ มีหลักฐานตรวจสอบได้ชัดเจน และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการ
สำหรับการประชุมครั้งนี้ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับสำนักการโยธา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจาก 50 สำนักงานเขต ได้ร่วมวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐาน (SOP) ใน 3 ด้าน ได้แก่ กระบวนการรับคำร้อง การประเมินความเสียหาย และการจัดการด้านเอกสารและข้อกฎหมาย เพื่อยกระดับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในอนาคตให้รวดเร็ว เป็นธรรม เป็นไปตามระเบียบราชการ และมีมาตรฐานเดียวกัน
—————————


