
.
(29 ม.ค. 69) นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าจากเหตุไฟไหม้ทุ่งนาในพื้นที่จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งเกิดการลุกลามเป็นวงกว้างกว่า 20,000 ไร่ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันและฝุ่นละออง PM2.5 ปริมาณมาก ประกอบกับสภาพอากาศปิดในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้มวลอากาศและฝุ่นละอองจากพื้นที่ต้นทาง พัดเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ในวันที่ 28 มกราคม 2569 จนถึงวันนี้ (29 มกราคม 2569) ค่าฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน
.
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรถูกมองหรือสื่อสารในลักษณะการกล่าวโทษเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากปัญหาการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาตอซังและฟางข้าว เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน อาทิ ต้นทุนการผลิต ระบบและการเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและแรงงานของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ กรุงเทพมหานครจึงได้ปรับแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการแก้ไขที่ปลายทาง มาเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ และให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรให้มีทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร โดยไม่ต้องพึ่งพาการเผา ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้มีการดำเนินงานร่วมกับจังหวัดนครนายกอย่างต่อเนื่อง ก่อนเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว
.
*ประสานความร่วมมือเชิงรุกระหว่าง กรุงเทพมหานคร – จังหวัดนครนายก แก้ฝุ่นต้นตอ
.
“ตลอดช่วง 3–4 เดือนที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนครนายก ได้มีการหารือและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผ่านกลไกของคณะทำงานความร่วมมือเพื่อควบคุมและบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ยกระดับการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงการเผา โดยใช้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ สภาพอุตุนิยมวิทยา และอัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) เมื่อกรุงเทพมหานครประเมินว่ามีความเสี่ยงจากสภาพอากาศปิดและอาจเกิดการเคลื่อนตัวของฝุ่นเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะประสานกับจังหวัดนครนายก ล่วงหน้าอย่างน้อย 3–5 วัน เพื่อให้สามารถควบคุมพื้นที่ ลดกิจกรรมเสี่ยง และเตรียมมาตรการเชิงรุกในพื้นที่ต้นทางได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่นในหลายช่วงที่ผ่านมา” นายพรพรหม กล่าว
.
*ปรับกลยุทธ์สู้ฝุ่น “ลดเผา” ด้วยเทคโนโลยีทางเลือกที่ทำได้จริง กทม. นำร่องนวัตกรรมจุลินทรีย์-โดรน ลดต้นทุนเกษตรกร แก้ปม PM2.5
.
กรุงเทพมหานครตระหนักดีว่า การลดการเผาในภาคเกษตรจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องมีเครื่องมือ เทคโนโลยี และการสนับสนุนที่เหมาะสม จึงได้ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พัฒนาโครงการนำร่องการจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผา เพื่อสร้างต้นแบบที่สามารถขยายผลได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
- การสนับสนุนจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง–ฟางข้าว สำหรับพื้นที่นำร่องกว่า 1,000 ไร่ โดยใช้เทคโนโลยีการฉีดพ่นด้วยโดรน ที่ใช้น้ำเพียงประมาณ 8 ลิตรต่อไร่ ไม่จำเป็นต้องนำน้ำเข้าแปลงนา และสามารถใช้แหล่งน้ำทั่วไป ลดภาระและต้นทุนของเกษตรกร
- หลังการฉีดพ่น ใช้ระยะเวลาการย่อยสลายประมาณ 20–25 วัน ซึ่งสอดคล้องกับรอบการปลูกข้าว ก่อนทำการไถกลบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกษตรกรต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ
- ซากฟางที่ผ่านการย่อยสลายสามารถเปลี่ยนเป็นอินทรีย์วัตถุและปุ๋ยบำรุงดิน ช่วยลดต้นทุนด้านปุ๋ยเคมีในระยะยาว
- มีนักวิทยาศาสตร์ดิน (Soil Scientist) ลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการย่อยสลาย รวมถึงตรวจวัดคุณภาพดิน เพื่อจัดเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการขยายผลในอนาคต
.
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ร่วมแก้ปัญหา - GIZ (ประเทศเยอรมนี) ในการสนับสนุนกรอบการจัดการการเผาและการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น
- ภาคเอกชนและหน่วยงานด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ในการสนับสนุนเครื่องมือและระบบจัดการตอซัง เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกร
.
กรุงเทพมหานคร ขอยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่ง ไม่สามารถอาศัยการสั่งห้ามหรือการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องอาศัย - ความเข้าใจในข้อจำกัดและบริบทของเกษตรกร
- การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม
- ความร่วมมือข้ามพื้นที่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
.
เหตุการณ์ไฟไหม้พื้นที่เกษตรในจังหวัดนครนายกครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งขยายมาตรการสนับสนุนเกษตรกร และยกระดับความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร จังหวัดต้นทาง และภาคีทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำ และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้างอย่างยั่งยืนในอนาคต
.
#กทมสู้ฝุ่น #กรุงเทพมหานคร
—– (ปชส.สสล. รายงาน)


