
(18 พ.ย. 68) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบึงกุ่ม) ให้การต้อนรับคณะนักศึกษาดูงานจากคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย อาจารย์ ดร. บุญญภัทร์ ชูเกียรติ อาจารย์ประจำคณะฯ โดยมี นายวิฑูรย์ อภิสิทธิ์ภูวกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร
ในการนี้ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ได้บรรยายในเบื้องต้นถึงวิสัยทัศน์ของกรุงเทพมหานครที่ต้องการเป็น “เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” โดยตั้งเป้ายกระดับความเป็นเมืองน่าอยู่ตามดัชนีชี้วัดเมืองน่าอยู่ หรือ The Global Liveability Index ของ EIU จากเดิมที่ถูกจัดอันดับที่ 98 มาเป็นอันดับที่ดีขึ้น คือ ติด 1 ใน 50 ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ใช้นโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเมือง โดยเน้นการพัฒนา “เส้นเลือดฝอย” เพื่อให้ครอบคลุมและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ
จากนั้น รองผู้ว่าฯ กทม. ได้บรรยายเรื่อง การบริหารจัดการเมืองแบบมีส่วนร่วมและกลไกการขับเคลื่อนนโยบายของกรุงเทพมหานคร โดยกล่าวว่า นักนิติศาสตร์ควรทราบโครงสร้างขอบเขตอำนาจของกรุงเทพมหานครก่อนที่จะทำความเข้าใจนโยบาย เนื่องจากอำนาจในการบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครนั้น มีความลึกแต่ครอบคลุมน้อย เมื่อเทียบกับผู้ว่าราชการจังหวัดอื่น เช่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจแต่งตั้งและโยกย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาลในสังกัด กทม. 12 แห่ง ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นไม่มีอำนาจโดยตรงในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข หรือ กทม. ไม่มีอำนาจบนถนน ไม่สามารถจัดการจราจรหรือจับกุมตามกฎหมายจราจรได้ แต่สามารถจับปรับได้เฉพาะบนทางเท้าเท่านั้น
รองผู้ว่าฯ กทม. ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การพัฒนากรุงเทพมหานครต้องอาศัยทั้งกฎหมาย หรือ “นิติศาสตร์” และกลไกการบริการจัดการ หรือ “รัฐศาสตร์” พร้อมได้ยกตัวอย่างกลไกการบริหารจัดการเมืองแบบมีส่วนร่วมของกรุงเทพมหานคร อาทิ การเปิดเผยข้อมูล (Open Data) การใช้ระบบบริหารจัดการที่เน้น OKR แทน KPI ซึ่งเปลี่ยนจากการบอกว่า “ได้ทำอะไรไปบ้าง” เป็น “ต้องทำอะไรให้ได้” การใช้ระบบ Policy Tracking ติดตามผลความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย การมีส่วนร่วมของพลเมือง (Active Citizen) โดยใช้ระบบ Traffy Fondue เป็นเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนกว่าล้านคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเมือง ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้ผู้อำนวยการเขตสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที และมีข้อกำหนดให้เขตต้องตอบกลับประชาชนภายใน 24 ชั่วโมง
อีกทั้งยังได้ยกตัวอย่างนโยบาย Low Emission Zone หรือ LEZ เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายร่วมกับการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม โดยแทนที่จะใช้เพียงบทลงโทษอย่างเดียว กทม. ได้ใช้กลไกเชิงบวก โดยอนุญาตให้รถที่ผ่านการตรวจสภาพและอยู่ใน Green List (เปลี่ยนไส้กรอง/น้ำมันเครื่อง) เข้าสู่ LEZ ได้ ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายที่มุ่งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการดูแลสภาพรถไม่ให้ก่อมลพิษ
ต่อมา รองประธานสภา กทม. คนที่หนึ่ง ได้บรรยายเรื่อง บทบาทของสภากรุงเทพมหานครในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ โดยกล่าวว่า สมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) เป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง บทบาทหลักของสภา กทม. คือการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และมีอำนาจในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบในการตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ตลอดจนพิจารณาให้ความเห็นชอบในร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดย ส.ก. มีหน้าที่ดูรายละเอียดของงบประมาณที่สำนักต่าง ๆ ขอมา และสามารถขอตัดรายการที่ไม่จำเป็นได้ แต่ไม่มีสิทธิชี้แนะว่าต้องซื้ออะไร นอกจากนี้ ส.ก. ยังทำหน้าที่นำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การพิจารณาในสภา กทม. ด้วยการตั้งกระทู้ถามสำหรับปัญหาในพื้นที่เขต และเสนอญัตติสำหรับประเด็นในภาพรวมของมหานคร ยกตัวอย่างเช่น การใช้ญัตติเพื่อเพิ่มสถานีดับเพลิงย่อยให้ได้ตามมาตรฐานเวลาการเข้าถึงเหตุ หรือการขอแก้ไข พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ เพื่อจัดระเบียบสายสื่อสาร อย่างไรก็ตาม แม้ กทม. จะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แต่มีข้อจำกัดด้านอำนาจที่ครอบคลุมน้อยเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น เช่น ไม่สามารถจัดการถนนหลักหลายสายในกรุงเทพฯ ไม่สามารถจัดการเสาไฟฟ้าและสายสื่อสาร เนื่องจากเป็นอำนาจของหน่วยงานอื่น
ในช่วงสุดท้าย รองประธานสภา กทม. ได้กล่าวถึงหลักการทำงานของ ส.ก. ซึ่งสอดคล้องกับที่รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้บรรยายไปในช่วงต้นว่า การแก้ไขปัญหาในท้องที่กรุงเทพมหานครต้องอาศัยการทำงานร่วมกันโดยใช้หลักนิติศาสตร์ร่วมกับรัฐศาสตร์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
—————————


