
(10 พ.ย. 68) เวลา 09.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกิจกรรมรณรงค์รวมพลังป้องกันฝุ่น PM2.5 “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” พร้อมมอบหน้ากากอนามัย N95 และมุ้งสู้ฝุ่นให้กับกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานกลางแจ้งและกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะพึ่งพิงหรือผู้ป่วยติดเตียง เพื่อช่วยลดการสัมผัสฝุ่น PM2.5 โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย นายแพทย์เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักอนามัย สำนักเทศกิจ สำนักสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ตัวแทนจากกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ อาคารทำการศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า กทม. มีเตียงผู้ป่วยเป็นของตนเองเพียง 13% ส่วนที่เหลือเป็นของกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลสังกัดสถาบันการศึกษาต่าง ๆ การบูรณาการที่เข้มแข็งจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา การทำงานร่วมกันทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตได้สำเร็จ
● ปัญหา PM2.5 และผลกระทบต่อกลุ่มเสี่ยง
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งมีจำนวนประมาณ 90,000 คน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากต้องทำงานกลางแจ้งและสัมผัสกับมลพิษทางอากาศตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพด้านระบบหายใจ การได้ยิน และระบบตา
● มาตรการป้องกันและแก้ไขที่ดำเนินการ
กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่องตลอดปี ไม่ใช่เพียงในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น โดยมีมาตรการสำคัญประกอบด้วย การประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจในการออกกฎหมายที่เข้มแข็งขึ้น ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนฝุ่นละออง PM2.5 ที่มีความแม่นยำสูง ช่วยให้สามารถเตรียมความพร้อมล่วงหน้าได้
การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในช่วงที่คาดการณ์ว่าจะมีฝุ่นละอองสูง ซึ่งในปีที่ผ่านมาช่วงวันวาเลนไทน์นั้น การดำเนินมาตรการดังกล่าวสามารถลดปริมาณการจราจรได้ 14% ส่งผลให้การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะลดลงด้วย
โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น ซึ่ง กทม. ได้ดำเนินโครงการจัดตั้งห้องเรียนปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนต่าง ๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยตั้งเป้าหมายจัดตั้ง 1,966 ห้อง ปัจจุบันดำเนินการแล้วประมาณ 50% และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในอีก 50% ที่เหลือ
โครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและดักจับฝุ่นละออง โดยเลือกใช้ต้นไม้ที่มีใบหยาบซึ่งมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นได้ดี เช่น ต้นทองอุไร ปัจจุบันได้ปลูกไปแล้ว 2.3 ล้านต้น จากเป้าหมาย 3 ล้านต้น
● การมอบหน้ากากกันฝุ่นและมุ้งกันฝุ่น
ในงานนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหน้ากากกันฝุ่นและมุ้งกันฝุ่น จำนวน 200 ชุด ให้แก่กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจไม่มีสถานที่ปลอดฝุ่นในบ้าน มุ้งกันฝุ่นจะเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ กทม. จะนำไปขยายผลต่อไป
“อากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐานของทุกคน เราทุกคนต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้หายใจในอากาศที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้เป้าหมาย ‘กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน’” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงมีการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยมุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณฝุ่นที่ต้นทาง ทั้งการควบคุมการเผา การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการรองรับ ได้แก่ 1. การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2. ลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ 3. จัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข และ 4. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผ่านการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (PHEOC)
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้กำหนดแนวทาง “สุขภาพดี วิถีปลอดฝุ่น” มุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ โดยร่วมกันพัฒนาและเชื่อมโยงระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและสุขภาพประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK และ 4Health การคุ้มครองสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น สนับสนุนหน้ากากกันฝุ่น PM2.5 สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนามและกลุ่มอาชีพที่ต้องอยู่กลางแจ้ง การตรวจสุขภาพกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 การขยายบริการคลินิกสู้ฝุ่นในโรงพยาบาลต่าง ๆ และการสนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” ให้กับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในพื้นที่ รวมถึงดำเนินการเชิงรุกในการสร้างองค์ความรู้ รณรงค์ประชาสัมพันธ์ในชุมชน โรงเรียน และสถานประกอบการ เกี่ยวกับวิธีป้องกันผลกระทบจากฝุ่นในชีวิตประจำวัน และบูรณาการเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อลดการเจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจ และเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพเชิงรุกของประชาชนในเขตเมือง ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ จะเน้นสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 พร้อมส่งเสริมให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ทำงานกลางแจ้ง ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ดูแล สามารถป้องกันตนเองได้อย่างถูกวิธี
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จัดกิจกรรมรณรงค์รวมพลังป้องกันฝุ่น PM2.5 “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบ ส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ทำงานกลางแจ้ง กลุ่มพี่น้องผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงรวมถึงผู้ดูแล สามารถป้องกันตัวเองได้อย่างถูกวิธี และประเด็นสุดท้ายในเชิงของวัตถุประสงค์คือการแสดงถึงพลังความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร
——-


