
(30 ต.ค. 69) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2570–2574) และแนวทางการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ ณ ห้องปรินซ์ แกรนด์ บอลรูม โรงแรมปรินซ์พาเลซ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
◾️ มุ่งสร้างความเสมอภาค พัฒนาเด็กพร้อมรับโลกอนาคต
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนการศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ระดับนโยบายถึงผู้ปฏิบัติงาน โดยหัวใจสำคัญคือการนำแผนไปใช้จริงในโรงเรียนและห้องเรียน ให้ครูมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์กับนักเรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการจัดทำเอกสารหรือดำเนินงานในระดับบริหาร
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีประมาณ 1 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง ประมาณ 250,000 คน ซึ่งมีพื้นฐานและความพร้อมแตกต่างกัน ขณะเดียวกันยังต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมเมือง ทั้งจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและความหลากหลายของผู้เรียน
เป้าหมายสำคัญจึงเป็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ให้เด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสและได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการเสริมสร้างสมรรถนะและทักษะที่จำเป็น ทั้งด้านความรู้ การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกอนาคต
◾️ เชื่อมยุทธศาสตร์สู่แผนโรงเรียนและการเรียนรู้ในห้องเรียน
ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับที่ 4 เป็นกรอบทิศทางสำคัญในการทำงานของทุกภาคส่วน ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรนำยุทธศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาโรงเรียน โครงการ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน
ทั้งนี้ แต่ละโรงเรียนสามารถกำหนดจุดเน้นและพัฒนาจุดแข็งตามบริบทของตนเอง ไม่จำเป็นต้องจัดโครงการหรือกิจกรรมเหมือนกันทุกแห่ง แต่ควรเลือกแนวทางที่ตอบโจทย์ผู้เรียนและสอดคล้องกับความพร้อมของโรงเรียน โดยสำนักงานเขตสามารถใช้แผนพัฒนาโรงเรียนเป็นแนวทางสนับสนุนได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
◾️ จัดลำดับงาน ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มเวลาให้ครูพัฒนาผู้เรียน
ดร.นรรธพร กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนควรทบทวนโครงการและกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย พร้อมพิจารณาบูรณาการงานที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระงานของครู ไม่เพิ่มกิจกรรมใหม่โดยไม่ปรับลดงานเดิม ซึ่งอาจทำให้การใช้ทรัพยากรไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร
สำหรับแผนฉบับที่ 4 มีระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี โดยโรงเรียนสามารถนำกรอบยุทธศาสตร์ไปจัดทำแผนพัฒนาของตนเอง และปรับรายละเอียดในแต่ละปีให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้แผนมีความยืดหยุ่นและนำไปใช้ได้จริง
◾️ ต่อยอดผลประเมินแผนเดิม สู่แผนการศึกษาฉบับที่ 4
สำหรับการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 4 สำนักการศึกษาได้ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ประเมินผลแผนฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2564–2569) และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนฉบับใหม่ รวม 4 ครั้ง ระหว่างเดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายการศึกษา และหน่วยงานด้านการศึกษาภายนอก 9 หน่วยงาน ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
การประชุมครั้งนี้ ช่วงเช้าเป็นการนำเสนอสาระสำคัญของแผนโดยคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนช่วงบ่ายเป็นการชี้แจงแนวทางขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้สถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องนำแผนไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม และร่วมกันพัฒนาการศึกษาของกรุงเทพมหานครให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ในการนี้ มีที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 แห่ง หัวหน้าฝ่ายการศึกษา 50 สำนักงานเขต และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
#กทม #แผนพัฒนาการศึกษา #พัฒนาการศึกษา #ความเสมอภาคทางการศึกษา #พัฒนาเด็กและเยาวชน #การศึกษาเพื่ออนาคต #BangkokforAll #โรงเรียนกทมเปลี่ยนไปแล้ว


