กทม.ชี้แจงข่าวร้องเรียน ประจำวันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2564

เผยแพร่โดย : นิกรณ์ สมศรี | 11 กันยายน 2564 | จำนวนเข้าชม 20 ครั้ง

 

 

กทม.แนะเฝ้าระวัง - สังเกตอาการผลข้างเคียง หลังหายป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19

             นายสุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. กล่าวถึงแนวทางดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการข้างเคียง หลังหายจากอาการป่วย (Post Covid-19 Syndrome) ว่า การดูแลตนเองภายหลังรักษาหายจากการติดเชื้อโควิด-19 กรณีไม่มีโรคประจำตัว ให้ปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันแบบ New Normal กรณีมีโรคประจำตัว ให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโรคประจำตัวตามปกติ หลังหายจากอาการป่วยโควิด-19 โดยกรุงเทพมหานคร ได้เปิดช่องทางการให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ และการดูแลสุขภาพหลังจากติดเชื้อโควิด-19 ภายหลังรักษาหายแล้ว ผ่านสายด่วนสุขภาพสำนักการแพทย์ กทม. โทร.1646 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

             อย่างไรก็ตาม ผู้ที่หายป่วยและออกจากโรงพยาบาลหลังเข้ารับการรักษาจนครบ 14 วัน หรือกลับมากักตัวที่บ้านจนครบ 14 วัน จัดว่าเป็นผู้ที่พ้นระยะการแพร่เชื้อและอยู่ในระยะที่ร่างกายฟื้นตัว ไม่จำเป็นต้องแยกกักตัว หรือแยกจากคนอื่น แต่ยังต้องสังเกตอาการตนเองอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากร่างกายยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ ส่วนผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบรุนแรง ควรได้รับการดูแลต่อเนื่องจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจร่วมกับทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือเพิ่งตรวจพบโรคประจำตัวใหม่เมื่อเข้ารับการรักษา ควรกลับเข้ามารับการประเมินสุขภาพอีกครั้งและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ควรสังเกตอาการของตนเอง หากรู้สึกว่าร่างกายยังอ่อนเพลีย ฟื้นตัวได้ไม่เท่าเดิม ควรไปตรวจสุขภาพประจำปี ออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ผู้ป่วยที่มีความเครียด อ่อนล้า ควรได้รับการดูแลจากจิตแพทย์ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ ที่สำคัญผู้ที่หายป่วยแล้ว ยังต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการ D - M - H - T - T อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เว้นระยะห่างทางสังคม สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ ตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายตนเอง และสแกนแอปพลิเคชันไทยชนะเมื่อต้องเข้า-ออกสถานที่ใด ๆ เนื่องจากอาจมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลัง 3 เดือนไปแล้ว จึงจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนหลังหายป่วยจากโควิด-19 ระยะเวลา 3-6 เดือน เพราะภูมิคุ้มกันยังอยู่และช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อซ้ำได้ แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ไอมาก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ให้ติดต่อสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาล เพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป

             นางป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า ผู้ป่วยโควิด-19 บางรายหลังรักษาหายแล้วยังมีอาการอ่อนเพลีย ไอมาก หอบเหนื่อย เจ็บแน่นหน้าอก หน้ามืดเป็นลม แขนขาอ่อนแรง ควรพบแพทย์ เพื่อประเมินอาการเป็นระยะ ส่วนผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้องเข้ารับการรักษาโรคประจำตัวนั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง และสังเกตอาการของตนเอง หากร่างกายยังอ่อนเพลีย ฟื้นตัวได้ไม่เท่าเดิม ควรกลับมาพบแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพอีกครั้ง รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

 

เร่งแก้ไขศาลาที่พักผู้โดยสารบริเวณถนนพหลโยธิน 35 ให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด

             นายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวกรณีสื่อออนไลน์วิจารณ์การออกแบบศาลาที่พักผู้โดยสารบริเวณถนนพหลโยธิน 35 ไม่เหมาะสมต่อการใช้งานว่า ศาลาที่พักผู้โดยสารดังกล่าว บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ก่อสร้างทดแทนศาลาที่พักผู้โดยสารเดิม ซึ่งรื้อถอนระหว่างดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ โดยสำนักการจราจรและขนส่ง ได้ตรวจสอบก่อนรับมอบคืนศาลาที่พักผู้โดยสาร พบว่า หลังคาของศาลาที่พักผู้โดยสารดังกล่าวไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด จึงประสานแจ้ง บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ให้รับทราบแล้ว ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข

 

แจงเหตุยังไม่ผ่อนคลายกิจการร้านสักคิ้ว ร้านต่อขนตา

              นางป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. กล่าวกรณีผู้ประกอบการร้านสักคิ้วและร้านต่อขนตา ร้องเรียนขอความชัดเจนในการเปิดกิจการ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า ร้านสักคิ้วและร้านต่อขนตายังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดกิจการ ตามประกาศ กทม. เรื่องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 41) เนื่องจากเป็นกิจการที่ไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐมีมาตรการผ่อนคลายเพิ่มขึ้น สำนักอนามัยจะนำขอชี้แนะดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาเปิดกิจการในครั้งต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ประกอบการติดตามนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรการในข้อกำหนดของ ศบค. และประกาศ กทม. ฉบับที่ 41 ซึ่งได้ปรับมาตรการให้เปิดสถานที่และทำกิจกรรมบางอย่างได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตนตามแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention for COVID-19) ได้แก่ ออกจากบ้านเมื่อจำเป็นเท่านั้น เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร ในทุกสถานที่ สวมหน้ากากอนามัยและทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลา ทั้งในและนอกบ้านที่มีคนมากกว่า 2 คน ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือแจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ ไอจาม หรือสัมผัสวัตถุสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าที่สวมใส่อยู่ รวมทั้งใบหน้า ตา จมูก ปากโดยไม่จำเป็น

  นายศุภกฤต บุญขันธ์ ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กทม. กล่าวว่า ในส่วนของสำนักเทศกิจได้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยจัดเจ้าหน้าที่ชุดตรวจบูรณาการ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจเชิงรุกสถานประกอบกิจกรรม หรือกิจการให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันได้เข้มงวดควบคุมไม่ให้มีการรวมกลุ่มจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ยังได้ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการ พนักงาน ผู้ให้บริการผู้รับบริการ รวมถึงประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด